รีวิว The Unbearable Weight of Massive Talent

สวัสดีค่ะวันนี้แอดมินจะมาแนะนำหนังแอคชั่นคอมมาดี้สุดมันส์กันค่ะ เรื่องราวของ Nicolas Cage ดาราฮอลลีวูดรุ่นใหญ่ตกอับ แม้ว่าในอดีตจะโด่งดังทำเงินมากมาย ทั้ง Con Air และ Face/Off แต่เขากลับต้องมาเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่มีใครจ้างงาน

จนต้องจำใจยอมรับข้อเสนอที่ไม่น่าไว้วางใจให้เดินทางไปร่วมงานวันเกิดของมหาเศรษฐีชาวสแปนิช แลกกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเขาก็พบว่ามหาเศรษฐีคนนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเขาเอง

แต่ทว่างานมันดันไม่ได้ง่ายเมื่อเขารู้ความจริงว่านายจ้างคนนี้ค้ายาบ้าที่ CIA ต้องการตัว ทำให้เขาซวยไปเต็มๆและต้องหาทางหนีเอาตัวรอดจากเรื่องบ้าๆนี่ไปให้ได้

สำหรับ The Unbearable Weight Of Massive Talent เป็นหนังคอมเมดี้ที่ทำมาเพื่อเอาใจสาวก Nicolas Cage โดยเฉพาะหยอกล้อแซวผลงานในอดีตของเขาแบบยับเยินแต่นำเสนอในมุมมองใหม่ๆที่ดูฮา มันแปลกฉีกกรอบไปจากแนวทางเดิมๆของป๋า Cage บนจะฮาก็ขยี้เอาจะร้องขำ

บทจะซึ้งก็หนังเอาซะคาดเดาไม่ถูก คนดูหนังเรื่องนี้จะเป็นสายคอมเมดี้ ดูแบบไม่ต้องคิดเยอะคิดอะไรมาก เนื้อหาเรื่องราวไม่ได้ซับซ้อน เน้นเล่าเรื่องสนุกสนานปูตัวต้นอย่าง Cage โดยเฉพาะ

เว็บดูหนัง

หากใครมาบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่น่าดู Nicolas Cage ดาราที่หมดไฟไปแล้ว บอกเลยว่าคิดผิดคิดใหม่ได้เลย หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นงานคุณภาพจริงๆในรอบ 15 ปีของเขาเลยก็ว่าได้นับตั้งแต่ National treasure 2 เมื่อปี 2007ที่เรารู้สึกอย่างนั้นเพราะว่าบทหนังทำออกมาค่อนข้างดี

หยิบจับเรื่องราวชีวิตของดารารุ่นใหญ่วัย 58 ปีมาตีความได้น่าสนุกสนาน หยอกล้อแซวแบบไม่มียั้งมีค่อนข้างจะบันเทิงมาก มีที่ไหนบทหนังเขียนมาเพื่อให้เป็นป๋า Cage เล่นเป็นตัวเอง หนังค่อยๆเล่าถึงชีวิตปมปัญหาถึงตัวตนของเขา ความสัมพันธ์ในบ้านในครอบครัวกับลูกสาวตัวเองหรืออดีตภรรยาก็ไม่ดี

แถมเขายังยึดติดกับความสำเร็จแบบเก่าๆสลัดมันไม่หลุด พล็อตเรื่องดูง่ายซับซ้อน ตบท้ายด้วยความฮาๆที่บันเทิง เราไม่คิดเลยว่าทีมงานจะสร้างสรรค์ไอเดียไดีดี มีที่ไหนแซวยับ Cage ทั้งเรื่องแบบไม่เกรงใจเขาเลย แฟนๆหนังของแอ็คชั่นสตาร์คนนี้ดูแล้วจะร้องกรี๊ด แซวยับทุกเรื่องทุกประเด็นทุกมีมฮา บอกเลยว่า Creative ทีมเขียนบทชุดนี้เก็บรายละเอียดดีมากๆ

หนังมีความฮามีความเพี้ยนมีความกาวผ่านการทับซ้อนตัวละครของ Cage เอง ที่ชีวิตจริงไม่ได้หมดไฟกลับตีความเป็นตัวเองในมุมมองที่ดูแล้วสบายๆ จากดาราไปโชว์ตัวในงานวันเกิดแล้วต้องหาทางหนีตายออกมา เขาจะทำยังไงดีละในเมื่อชีวิตอยู่ดีๆก็มีเงินใช้แต่เงินที่จะได้มานั้นสกปรก

ตามมาด้วยนายจ้างเขาดันคลั่งไคล้เขามากไม่ยอมให้เขาเลิกเล่นนั้น มันเลยทำให้การเดินเรื่องลากยาวแล้วไม่มีอะไรน่าเบื่อหรืออยากเดินหนี นอกจากจะแซวงานเก่าๆของ Cage แล้ว หนังยังผสมผสานความเป็นแอ็คชั่นกับคอมเมดี้ได้ลงตัว

ดาราที่ครั้งหนึ่งผ่านงานแอ็คชั่นมาโชกชวนก็ต้องมาสืบหาข้อมูลช่วยเหลือทางการซะอย่างนั้น หน้าหนังไม่ได้แซวงานเก่า Cage แต่ยังแซวหนังดังๆมากมาย โปรดักชั่นลงทุนใช้งาน การวางเฉดภาพให้ใกล้เคียงกับคิวบุ๊งานแอ็คชั่นเก่าๆของ Cage นึกถึงคิวบู๊แบบเก่าๆเหมือนกันนะ เหมือนจงใจทำมาคาระวะงานระดับตำนานของป๋าเขาเลยละ

รีวิว The Unbearable Weight of Massive Talent

Nicolas Cage (นิโคลัส เคจ) ดาราฮอลลีวูดรุ่นใหญ่ตกอับ ที่แม้ว่าในอดีตจะเคยฝากผลงานอันยิ่งใหญ่เอาไว้มากมายทั้ง Con Air และ Face/Off แต่เขากลับต้องมาเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่มีใครจ้างงาน จนต้องจำใจยอมรับข้อเสนอที่ไม่น่าไว้วางใจให้เดินทางไปร่วมงานวันเกิดของ ฮาวี มหาเศรษฐีชาวเม็กซิกันแลกกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ และเขาก็พบว่ามหาเศรษฐีคนนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเขาเอง

แต่เรื่องราวสุดวายป่วงยังไม่จบลงแค่นี้ เมื่อเคจพบว่าภายใต้หน้ากากแฟนพันธุ์แท้ ‘นิค เคจ’ มหาเศรษฐีคนนี้คือ เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ที่เป็นที่ต้องการตัวของ CIA นั่นทำให้เขาถูกหมายหัวในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เคจต้องตกกระไดพลอยโจนสวมบทบาทในอดีตที่เคยสร้างชื่อให้กับเขาเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้

ที่ไม่พูดไม่ได้หากไม่มีเขาคนนี้ คงไม่มีหนังเรื่องนี้ที่กลับมาท็อปฟอร์ม Nicolas Cage แสดงเป็นตัวเองและตรงกับชีวิตจริงด้วย เราค่อนข้างชอบที่ได้เห็นป๋ามาเล่นหนังสไตล์คอมเมดี้ที่ไม่ต้องดูซีเรียสจริงจังมากเกินไป

ภาพที่ออกมามันเลยเป็นหนังกาวๆที่ดูเอามันส์เอาฮาได้ทุกเมื่อ การยำผลงานตัวเองก็เป็นมุมมองที่ดีเหมือนกันนะ เพราะเขาเกิดจากผลงานดังๆมากมาย ทำให้แฟนคลับจดจำเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งมาแสดงร่วมกับ Pedro Pascal นักแสดงชาวชิเลี่ยนที่เป็นแฟนคลับเขาอีก

มันเลยเข้าขาสนุกสนาน ปล่อยมุกฮา มีจังหวะนรกให้ดูตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็คชั่นฉากดราม่านับถือหัวจิตหัวใจทั้งคู่มากเล่นใหญ่บทพูดไฟแลบมาก มันเลยทำงานกับคนดูอย่างเราที่เติบโตมากับหนังของ Nicolas Cage มาก กลายเป็นงานที่เติมเต็มหัวใจเราอีกครั้งที่ได้เห็นบทที่ดีของ Cage อีกครั้ง

ดูหนัง

รีวิว The Unbearable Weight of Massive Talent

ความรู้สึกหลังดู

หนังเปิดมาได้อย่างน่าสนใจด้วยสภาพที่จมไม่ลงและพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายของพระเอกในการได้กลับมาเล่นหนังสักเรื่องหนึ่ง ท่ามกลางมรสุมของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ต่อไม่ติดกับอดีตภรรยาและลูกสาววัยรุ่นที่ปฏิเสธการอยู่ใต้ร่มเงาของพ่อที่เป็นตำนาน จนเขาต้องตัดใจว่ามันคงหมดยุคของเขาแล้วจริง ๆ ด้วยการยอมรับงานโชว์ตัววันเกิดเช่นเดียวกับพวกดาราตกอับเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ แล้วจะประกาศเกษียณจากอาชีพนักแสดงไปตลอดกาล

แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาเพราะนายจ้างคนล่าสุดนั้นดันเป็นแฟนคลับเดนตายที่ต้องการเปลี่ยนใจให้เขามาแสดงหนังที่ตนเองเขียนบทรอไว้ให้ได้ ซึ่งถึงช่วงเวลานี้ของหนังต้องบอกว่ามีลูกเล่นและท่าทีรวมถึงบทสนทนาที่คมคาย เป็นงานคราฟต์โบรแมนซ์ที่ดีมาก ๆ ทีเดียว

ใครที่ติดตามข่าวตัวหนังมาระดับหนึ่งคงไม่ได้คาดหวังจะเห็นฉากบู๊สะบั้นแบบงานของ นิโคลัส เคจ (Nicolas Cage) ในยุคพีค ๆ หรืองานเกรดบีเอามันเช่นในช่วงหลัง เพราะหนังเรื่องนี้เป็นงานดราม่าตลกร้ายที่จิกกัดเสียดสีชีวิตในเส้นทางการแสดงหลายสิบปีของเคจมากเสียกว่า แค่เปิดเรื่องมาก็แทบจะอธิบายสิ้นสงสัยแล้วว่าทำไมช่วงหลังแกรับงานหนังไม่เลือกเกรดเสียขนาดนั้น จะบอกว่าเป็นงานที่ใกล้เคียง ‘Adaptation.’ (2002) ที่เคจรับบทเป็นฝาแฝดในแบบที่ไม่หนักข้อและเข้าถึงได้ง่ายกว่าก็ว่าได้

และคงต้องระลึกอยู่เสมอตลอดการรับชม ว่าเคจในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เคจที่เป็นนักแสดงในโลกความจริงที่เรารู้จัก แต่เป็นเหมือนตัวตนในอีกมัลติเวิร์สที่แตกแขนงออกจากตัวจริงมามากกว่า

เว็บหนัง

รีวิว The Unbearable Weight of Massive Talent

โดยเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจาก ‘บทหนัง’ ที่ถูกจับตามองและยังไม่ถูกนำมาสร้างของฮอลลีวูด อาจด้วยเหตุผลของความยากในการผลิตหรือปัญหาอื่น ๆ ที่คนในวงการรู้จักดีว่าเป็นกลุ่ม ‘แบล็กลิสต์’ ซึ่งในปี 2019 โปรเจกต์หนังของผู้กำกับ ทอม กอร์ไมแคน (Tom Gormican) ที่เคยมีผลงานหนังโรแมนติกคอมเมดี้ 3 เพื่อนซี้ไม่อยากโสดเรื่อง ‘That Awkward Moment’ (2014) และมือเขียนบท เควิน เอตเทน (Kevin Etten) เรื่องนี้ก็ได้รับการชื่นชมให้เป็นแบล็กลิสต์ของปีนั้นเช่นกัน

พล็อตของหนังมีความสร้างสรรค์สูงและมีหน้าหนังที่ขายได้อย่างแน่นอนด้วยทุนสร้างที่ไม่ต้องสูงนักเพราะเน้นชูความคลั่งไคล้ในดาราไอคอนของหนังยุคหนึ่งอย่างเคจที่มีฐานแฟนคลับมาหลายรุ่น (เพราะแกมีหนังออกมาตลอด) โดยให้นักแสดงได้เล่นเป็นตัวละครสมมติที่เป็นตัวเองอีกที ซึ่งปัญหาเดียวคือถ้าเคจไม่รับเล่นหนังเรื่องนี้ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้ และทำให้บทหนังเรื่องนี้ค้างเติ่งไม่ถูกสร้างมาหลายปี ซึ่งสำหรับเคจด้วยเนื้อหาที่พูดถึงการเป็นตัวเขาเองมันก็สุ่มเสี่ยงที่หากไปอยู่ในมือผู้สร้างที่ไม่เคารพเขา ก็อาจทำให้การแสดงหนังเรื่องที่ 100 ของเขานั้นเป็นตราบาปไปชั่วชีวิตเลยก็ได้

สิ่งที่ต้องชื่นชมสำหรับเรื่องนี้นอกไปจากการนำเสนอและการแสดงที่ล้อตัวเองของเคจ คือการแสดงของ เปโดร ปาสคาล (Pedro Pascal) ในบทฮาวีที่ทั้งอ่อนไหวและดุดัน มีมิติหลายชั้นที่ทำคนดูรู้สึกผูกพันไปด้วยอย่างประหลาด ช่วงการสานสัมพันธ์ของชาย 2 คนที่ต่างกันทั้งที่มาและทัศนคติจึงสวยงาม น่าขันและละมุนอย่างที่สุด

ทว่าหนังก็เริ่มนำปมปัญหาเข้ามาเพิ่มเติม เมื่อเส้นเรื่องของเคจที่ต้องช่วยเหลือหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อย่างจำใจ และเข้าไปเสี่ยงในปฏิบัติการที่เินตัวเขาไปไกล เป็นช่วงนี้เองที่หนังเริ่มเข้าสู่สถานะของการโกหกตัวเองเพื่อให้มีฉากขายสำหรับคนดูทั่วไปที่คาดหวังฉากแอ็กชันต่าง ๆ จริงแล้วตัวหนังก็พอรู้ว่ามันไม่เวิร์กเท่าไหร่ ถึงขนาดมีฉากที่ตัวละครมาถกกันด้วยซ้ำ โดยเคจเป็นตัวแทนของคนสร้างสรรค์งานศิลปะที่ยืนยันว่าฉากแบบนั้นมันไม่สมเหตุสมผล และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองคือตัวแทนค่ายหนังที่เรียกร้องให้ยัดฉากทำการตลาดง่าย ๆ ลงไปบ้าง

ในบางทีการอุปมาเปรียบเปรยเรื่องของความหมายของการแสดง และการมีอยู่ของหนังสำหรับโลกใบนี้ ถ้าทำออกมาได้อย่างละเมียดมันคงเป็นหนังที่อิ่มฟินอุ่น แต่ด้วยฝีมือของการเล่าเรื่องของทีมสร้างมันทำให้ครึ่งหลังของหนังแปรเปลี่ยนไปเป็นหนังที่พร่องความสมบูรณ์ จะเป็นหนังดราม่าตลกร้ายก็ไม่สุด จะเป็นหนังปรัชญาเปรียบเปรยแบบแดกดันก็ไม่ถึง และจะให้เป็นหนังตลาดที่เถิดเทิงบ้าบอถูกใจคอหนังทั่วไปเลยก็ยังไม่ใช่

มันจึงคล้ายสถานะของการพยายามพาหนังให้จบลงเป็นพัสดุส่งถึงผู้ชมให้ได้ โดยเชื่อว่าคุณค่าของสินค้าภายในจะแข็งแรงพอให้คนดูพอใจ และหวังเอาว่าคนดูจะมองข้ามวัสดุรองกันกระแทกและลังกระดาษธรรมดา ๆ ที่เอามาเป็นกล่องภายนอกสุดไปได้ แน่นอนว่าคุณค่าของเคจที่เป็นแก่นกลางนั้นยังคงไม่ลดทอนไปแน่ ๆ แต่ในฐานะหนังเรื่องหนึ่งนอกจากธีมของเคจกับการแสดงของปาสคาลแล้ว เราก็แทบไม่มีอะไรให้อยากเก็บกลับเข้าบ้านไปด้วยเลย

รีวิว The Unbearable Weight of Massive Talent

The Unbearable Weight of Massive Talent เป็นเรื่องราวของ ‘นิค เคจ’ ดาราฮอลลีวูดรุ่นใหญ่ตกอับ ที่แม้ว่าในอดีตจะเคยฝากผลงานอันยิ่งใหญ่เอาไว้มากมายทั้ง Con Air และ Face/Off แต่เขากลับต้องมาเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่มีใครจ้างงาน จนต้องจำใจยอมรับข้อเสนอที่ไม่น่าไว้วางใจให้เดินทางไปร่วมงานวันเกิดของมหาเศรษฐีชาวเม็กซิกันแลกกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเขาก็พบว่ามหาเศรษฐีคนนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเขาเอง

แต่เรื่องราวสุดวายป่วงยังไม่จบลงแค่นี้ เมื่อเคจพบว่าภายใต้หน้ากากแฟนพันธุ์แท้ นิค เคจ มหาเศรษฐีคนนี้คือ เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ที่เป็นที่ต้องการตัวของซีไอเอ นั่นทำให้เขาถูกหมายหัวในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เคจต้องตกกระไดพลอยโจนสวมบทบาทในอดีตที่เคยสร้างชื่อให้กับเขาเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ไปให้จงได้

คงจะต้องบอกว่า The Unbearable Weight of Massive Talent ก็คือหนังที่เกิดขึ้นมาและสร้างขึ้นมา เพื่อ นิโคลัส เคจ โดยแท้ ไม่มีใครอื่นที่จะเล่นได้อีกแล้ว เป็นหนังตลกแกมแอคชั่นที่มีบทหนังค่อนข้างแยบยล แม้ว่าจะไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุดแต่อย่างใด ๆ ก็ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 100 นาทีของหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความบันเทิงและความเป็น ‘นิค เคจ’ อบอวลอยู่เต็มเรื่องไปหมด เป็นการกัดนิดหยิกหน่อยพอได้อรรถรสไม่เบา

หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องง่าย ๆ แต่ก็เพิ่มมิติด้วยความซับซ้อนและทับซ้อนของตัวละครเข้าไปได้อย่างเจ๋ง และแน่นอนว่าถ้าหากคุณมีประสบการณ์และเป็นแฟนหนังตัวยงของ นิโคลัส เคจ โดยพื้นฐานอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้ก็น่าจะขึ้นแท่นเป็นเรื่องโปรดของคุณได้ไม่ยาก เพราะทั้งเรื่องนี้จะหยิบเอาซีนนั้น ฉากนี้ วลีนั้น จากผลงานคลาสสิกของเคจ มาแดกดันและผสมโรงความฮาเป็นระยะ ๆ ที่จะทำให้คุณยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง

 รีวิวหนังฝรั่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น