รีวิว The Matrix (1999)

 

The Matrix เป็นหนังแอ็กชันไซไฟระดับตำนานที่จะไม่ถูกลืมไปได้ง่ายๆ เพราะของเขาครบเครื่องจริง

ด้านแอ็กชันก็ดูเท่ห์ ดูมันส์ ดูสด, Effect พอเหมาะ ช่วยเสริมหนังได้อย่างเยี่ยม, ดนตรีก็เร้าใจและให้อารมณ์กึ่มๆ (ประหนึ่งกึ่งหลับกึ่งตื่น) เข้ากับเนื้อหนัง

หรือจะดูเอาปรัญชาสาระก็มีให้ตีความกันตามสะดวกครับ จะตีความเชิงปล่อยวาง มองว่าโลกและรสสัมผัสเป็นเพียงมายา อย่าไปยึดติด หรือจะมองกลางๆ อย่างตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งมีเหตุปัจจัย บ้างก็ไม่จริงอย่างที่เห็น บ้างก็ไม่เห็นอย่างที่จริง ฯลฯ

ดูแล้วอิ่มอร่อยครับ มันส์ สนุก เท่ห์ ชวนให้คิด ชวนให้ทบทวนโลกที่เราตื่นมาเจออยู่ทุกวัน

มาฟังเกร็ดสนุกๆ กันครับ

เว็บดูหนัง

+ จุดเริ่มของ The Matrix คือพี่น้อง Wachowski (ผู้กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้) นั่งคุยกันเพื่อหาไอเดียเอาไปเขียนการ์ตูมคอมมิคชุดใหม่ แต่คิดไปคิดมาก็ได้เป็นบทหนังครับ เลยเอาไปคุยกับ Joel Silver ที่ทั้งสองเคยเขียนบทหนังเรื่อง Assassins (1995) ให้ แต่ตอนนั้นบารมีทั้งสองยังไม่มาก โปรเจคท์เลยยังไม่ผ่านดี และพวกเขาก็อาจไม่ได้กำกับด้วย

เวลาต่อมาพวกเขาเลยกำกับหนังเรื่อง Bound ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ฝีมือ ซึ่งหนังก็เข้าตา Silver และค่าย Warner Bros. ก็รับโปรเจคท์ The Matrix ไว้ แต่ยังไม่ไฟเขียวนะครับ เนื่องจากทุนสร้างเบื้องต้นของหนังน่ะปาเข้าไป $80 ล้านเหรียญ

ในที่สุด WB ก็เสนอให้พี่น้อง Wachowski รับทุนไปก่อน $10 ล้าน ลองทำผลงานออกมานำเสนอให้บริษัทประทับใจหน่อย แล้วพวกเขาก็ถ่ายทำฉากเปิดเรื่องออกมาครับ (ฉากที่ทรินิตี้ซัดกับพวกยามและเอเย่นต์ในตอนแรกสุด) พอเอามาให้ WB ดูปรากฏว่าทุกคนชอบ เลยไฟเขียวมอบทุนให้ทันที

โดยรวมแล้วพวกเขาใช้เวลา 5 ปีครึ่งกว่าโปรเจคท์จะถึงฝั่งฝัน และมีการเกลาบทไปถึง 14 รอบกว่าจะได้ออกมาเป็นอย่างที่เราเห็น

เว็บดูหนังฟรี

+ Johnny Depp คือตัวเลือกแรกที่พี่น้อง Wachowski อยากให้มาเป็นนีโอ แต่ WB อยากได้ Brad Pitt หรือ Val Kilmer มากกว่า ทีนี้พอติดต่อไป 2 คนนั้นก็บอกปัดครับ แล้วก็มีการทาบอีกหลายคน เช่น

Will Smith (รายนี้บอกปัดไปเล่น Wild Wild West แทน)

Nicolas Cage (รายนี้บอกปัดเพราะสัญญากับครอบครัวไว้ว่าจะรับงานให้น้อยลง)

David Duchovny (รายนี้ติดเล่น The X-Files ภาคโรงใหญ่)

นอกจากนี้ยังมีการทาบทาม Tom Cruise และ Leonardo DiCaprio ด้วย แต่พอไม่มีใครรับ WB ก็เริ่มจะยอมเลือก Depp ตามที่ผู้กำกับต้องการ แต่จู่ๆ WB ก็นึกถึง Keanu Reeves ขึ้นมา และบอกว่า Reeves น่าจะเหมาะกับคอนเซปท์ของหนังมากกว่า ซึ่งพี่น้อง Wachowski ก็เห็นด้วยในที่สุดครับ

+ Gary Oldman, โจวเหวินฟะ และ Samuel L. Jackson เคยถูกเล็งให้มาเป็นมอร์เฟียส และ Russell Crowe ก็เคยถูกติดต่อไป แต่เขาก็บอกปัดบทนี้ด้วยเหตุผลว่าเขาไม่เก็ทว่าหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไร “ผมอ่านบทได้ไม่เกินหน้าที่ 42 ครับ ผมไม่เข้าใจบทจริงๆ”

+ Jean Reno ถูกทาบให้มาเป็นเอเยนต์สมิธ แต่เขาบอกปัดเพื่อไปเล่น Godzilla (ฉบับปี 1998) แทน

+ หลายฉากในหนัง (โดยเฉพาะฉากบนหลังคาตอนต้นเรื่อง) คือฉากเดียวกับที่ใช้ใน Dark City

+ ตอนแรกหยวนหวู่ปิงปฏิเสธจะทำคิวบู๊ให้หนังเรื่องนี้ เว้นแต่เขาจะได้สิทธิ์ขาดในการคุมคิวบู๊ทั้งหมด และต้องให้ดาราไปฝึกกับเขาแบบจริงจังเป็นเวลา 4 เดือน สรุปว่าพี่น้อง Wachowski ก็ตอบตกลง

+ แรกเริ่มเดิมทีเสื้อโค้ทของนีโอจะเป็นสีเทาเงินครับ

+ มีคนบันทึกไว้ว่า 45 นาทีแรกของหนัง นีโอพูด 80 ประโยค และ 44 ประโยคในนั้นคือประโยคคำถาม… โดยเฉลี่ยคือพี่แกถามทุกๆ 1 นาทีนั่นเอง (ผมว่าตอนดูรอบแรก คนดูก็คงถามไม่แพ้กัน)

รีวิว The Matrix (1999)

วันนี้เราจะให้คะแนนกับสุดยอดหนังแห่งยุค 90 ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในหนังภาพยนตร์อย่าง The Matrix 1999 หนังเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากหมู่แฟนหนังเมื่อได้ออกเผยแพร่ตามโรงหนังภาพยนตร์ต้องขอบอกเลยว่าทันสมัยสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเทคโนโลยีในภาพยนตร์ โดยตัว คีอานู รีฟส์ รับบทเป็น นีโอ เป็นภาพที่ทำให้ทุกคนต้อง

จดจำกับชายที่มีชื่อว่า นีโอ สวมชุดดำใส่แว่นตาดำ เท่มากๆ โดยหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับสงครามหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นหนังที่ทำออกมาได้ล้ำมากจริงๆ แม้ในหนังจะมีเนื้อเรื่องไม่มากนักแต่ที่สำคัญก็คือท่าหลบกระสุนเป็นท่าที่ทำให้ทุกคนนำมาใช้เล่นกันทั่วไปถึงปัจจุบันนี้ โดยหุ่นยนต์นั้นจะใช้แหล่งพลังงานหลักโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มนุษย์

จึงทำลายแหล่งพลังงานหลักของหุ่นยนต์ด้วยการทำให้ท้องฟ้ามืดอยู่ตลอดเวลา แต่มันไม่จบเท่านั้นเพราะหุ่นยนต์ดันเจอแหล่งพลังงานใหม่คือร่างมนุษย์นั่นเองทำให้ มนุษย์พ่ายแพ้ในสงคราม

เมื่อมนุษย์แพ้สงครามหุ่นยนต์จึงได้เลี้ยงมนุษย์ในรูปแบบแคปซูลเพื่อทำเป็นแหล่งพลังงาน โดยเลี้ยงในโลกที่เรียกว่า The Matrix มนุษย์ที่ถูกเลี้ยงไว้ในโลก The Matrix จะอยู่ในสถานะหลับใหลและจะอยู่ในโลกจำลองแห่งนี้ไปตลอดการจนกว่าหุ่นยนต์จะใช้พลังงานเหล่านี้ จนกระทั่ง มอร์เฟียส กับ ทรินิติ ได้ปลุก นีโอ ตัวเอกในเรื่อง The Matrix จึงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และนำไปสู่การปลดแอกมนุษยชาติตั้งแต่วันนั้นมา

ดูหนังฟรี

รีวิว The Matrix (1999)

ความรู้สึกหลังดู

โดยหนังเรื่อง The Matrix ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและสร้างรายได้มหาศาล โดยต้นทุนการสร้างเพียงแค่ 63 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างเงินได้มากถึง 463 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเปรียบเป็นงานไทยก็ 13,878 ล้านบาท หากเปรียบเทียบในยุคนั้นถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่

โดยหนังเรื่องนี้ได้สร้างชื่อให้กับนักแสดงอย่าง คีอานู รีฟส์, ฮิวโก้ วีฟวิง, ลอเรนซ์ ฟิชเบิร์นและแคร์รี-แอน มอส โดยนักแสดงเหล่านี้กลายเป็นดาราแถวหน้าในวงการไปในทันที ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ The Matrix สร้างเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ภาค เป็น ภาค 2,3 และปัจจุบันกำลังจะเข้าโรงภาพยนต์อีก 1 เรื่อง ก็คือ The Matrix 4 เพราะฉะนั้นต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดาจริงๆ กับหนังเรื่อง The Matrix นี้ แฟนหนังไซไฟไม่ควรพลาด

ดูหนังฟรีออนไลน์

รีวิว The Matrix (1999)

ถึงอย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในพล็อตของหนังอย่างแท้จริง เราจะเห็นได้ถึงความคลิเช่ (cliché) ของโครงเรื่องที่มีมาตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่างพล็อตที่พระเอกคือ Nobody คนหนึ่งและค้นพบว่าตัวเองคือผู้ถูกเลือก (ผู้ปลดปล่อย) เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติจากภัยร้ายผู้ต้องการยึดครองโลก ซึ่งตัวอย่างไม่ใกล้ไม่ไกลแต่ชัดเจนเห็นจะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้อีกนอกจาก Star Wars Episode IV

ทว่าทางผู้สร้างอย่างพี่น้อง Wachowski ก็ได้นำองค์ประกอบอันหลากหลายมากวิสัยทัศน์มาล้อมกรอบความธรรมดาของพล็อตให้หนังออกมาฉูดฉาดในแง่ของการนำเสนอ ทั้งในส่วนของงานภาพ ดนตรีบรรเลง และที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นเทคนิคสโลวโมชั่นที่ออกแบบมาได้อย่างสวยงามค่อนไปทางสุดโต่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฉากต่อสู้หมัดต่อหมัดที่ไม่ได้หยิบยืมมาแค่ศิลปะการต่อสู่ แต่ยังหยิบยืมสไตล์การถ่ายทำของหนังจีนมาใช้ ส่งผลให้แอคชั่นหลาย ๆ ฉากมีความดูง่าย ดุดัน และมีชั้นเชิงสมกับที่นำศิลปะการต่อสู้นอกประเทศมาใช้

รีวิว The Matrix (1999)

จากที่กล่าวไปทั้งหมดคือเหตุผลที่น่าจะพอฟังขึ้นบ้างแล้วว่า ทำไม The Matrix จึงถูกจัดเป็นหนึ่งในหนังแห่งยุคที่ควรเปิดดูเองมากกว่าการฟังหรือดูจากวิดีโอสปอยตามอินเทอร์เน็ตที่ไม่สามารถอธิบายได้ถึงเศษเสี้ยวของความเท่ ความขี้โม้ และชั้นเชิงอันสุดโต่งของหนังเรื่องนี้

 รีวิวหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น