รีวิว The Breadwinner

นับตั้งแต่ที่กองกำลังสหรัฐถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ปี 2021 กลุ่มตาลีบันก็สามารถเข้ายึดครองประเทศได้หลังจากที่ทหารอเมริกาออกไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทั่วโลกก็ต่างจับตามองว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับชาวอัฟกานิสถานโดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนและวิถีชีวิตของผู้หญิง ซึ่งในอดีตนั้น ตาลีบันได้ใช้กฎหมายชารีอะห์ (Sharia law) ได้

ซึ่งเป็นกฎหมายใช้ในการการปกครองและควบคุมความประพฤติของผู้คนในที่สาธารณะ โดยเฉพาะผู้หญิงนั้นจะถูกจำกัดสิทธิอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือห้ามออกข้างนอกบ้านโดยที่ไม่มีผู้ชาย แต่ใน The Breadwinner ได้ถูกสร้างขึ้นก่อนหน้านี้และถูกฉายในปี 2017 ซึ่งเวลานั้นสหรัฐยังดูแลอัฟกานิสถานอยู่  และเมื่อเกิดเหตุการกลุ่มตาลีบันเข้ายึด อัฟกานิสถาน ทาง netflix จริงหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้เข้ามาฉาย

อนิเมชั่นได้ย้อนเรื่องราวภายในช่วงปีทศวรรษที่ 90 ช่วงที่ตาลีบันกำลังเรื่องอำนาจ ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น หนังจะเล่าในแง่มุมไหน จะมีความหดหู่มากน้อยเพียงใด ขอเชิญสดับรับชมรับฟังจากรีวิวนี้ได้เลยครับ

เว็บดูหนัง

The Breadwinner ปาร์วานาผู้กล้าหาญ เล่าเรื่องราวของวิถีชีวิตผู้คน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองคาบูล อัฟกานิสถาน ในช่วงตาลีบันปกครองประเทศ ราวทศวรรษที่ 90s นับเป็นช่วงที่ตาลีบันกำลังเรืองอำนาจ และควบคุมประชาชนของเขาอย่างเข้มงวด

ในตลาด พ่อผู้พิการขาอดีตครู ออกมานั่งขายของเก่าพร้อมกับปาร์วานา ลูกสาวอายุเพียง 11 ขวบ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือโตแล้วก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของตาลีบัน จึงทำให้ตำรวจตาลีบันจับตามองเป็นพิเศษ ตำรวจตาลีบันคนหนึ่งได้เข้ามาต่อว่าชายผู้นี้ และต่อว่าปาร์วานา พ่อผู้พิการจึงทำการปกป้องลูก ด้วยการโต้เถียงกัน จึงเป็นเหตุให้ตำรวจตรีตาลีบันจับชายผู้นี้ไปขังคุก

ครอบครัวของปาร์วานา ที่เหลือก็มีเพียงแม่ พี่สาว ปาร์วานา กับน้องชายคนสุดท้องที่ยังเดินไม่ได้ และเนื่องจากผู้นำของครอบครัวถูกตาลีบันจับตัวไป ครอบครัวของเธอจึงอยู่อย่างยากลำบาก แม้กระทั่งออกไปตักน้ำในบ่อน้ำก็ยังทำไม่ได้ เพราะผิดกฎของตาลีบันที่ห้ามผู้หญิงออกมานอกบ้านโดยที่ไม่มีผู้ชาย

เมื่ออาหารใกล้หมด ปาร์วานา พยายามออกไปซื้ออาหารหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าขายให้เพราะผิดกฎของตาลีบัน เธอจึงตัดสินใจตัดผมแล้วปลอมตัวเป็นผู้ชาย

เว็บดูหนังฟรี

เมื่อปาร์วานา อยู่ในร่างผู้ชายก็สามารถไปซื้ออาหารได้อย่างปกติ แม้แม่ของเธอจะไม่เห็นดีเห็นงามด้วยนัก แต่นี่ก็คือวิธีการเดียวที่ทำให้ชีวิตของทุกคนอยู่รอด

หลังจากนั้นปาร์วานา ก็เริ่มคิดว่าการปลอมตัวเป็นผู้ชายของเธอนั้นมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง จึงเริ่มคิดจะไปหาพ่อที่คุกที่อยู่ห่างออกนอกตัวเมือง แต่เธอก็มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ปลอมตัวเป็นเด็กชายเหมือนกัน ได้บอกกับเธอว่า การจะทำอะไรนั้นต้องมีเงินติดสินบน ปาร์วานาจึงเริ่มทำงานหนักเอาเบาสู้กับเพื่อนเธอคนนั้นเพื่อเก็บเงินไปช่วยพ่อของเธอ

แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายมากนัก เธอต้องพบกับอุปสรรคอะไรอีกหลายอย่าง และที่สำคัญที่สุดนั้น เป็นช่วงที่ประเทศกำลังเข้าสู่สงครามอีกครั้ง คือการที่อเมริกาเข้ามาในอัฟกานิสถาน หลังจากเกิดเหตุการณ์ 911

ปาร์วานาจะช่วยพ่อของเธอได้หรือไม่ แล้วต้องพบเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง ก็ขอให้ทุกท่านติดตามรับชมได้ทาง Netflix เลยครับ

รีวิว The Breadwinner

The Breadwinner เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันดราม่า แบบสองมิติ อำนวยการสร้างโดย Cartoon Saloon สตูดิโอสัญชาติไอร์แลนด์ เนื้อหาดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีของ เดบาร่าห์ เอลลิส นักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวแคนาดา

ซึ่งเธอได้แรงบันดาลใจมาจากการสัมภาษณ์ผู้หญิงและเด็กสาวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ประเทศปากีสถานช่วงปลายยุค 90s โดย แอนเจลินา โจลี มานั่งแท่น Executive Producer ซึ่งในช่วงเวลานั้นเธอได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง First They Killed My Father เมื่อพ่อฉันถูกฆ่า เล่าเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนในช่วงที่เขมรแดงเรื่องอำนาจ จึงไว้ใจทีมสร้างชุดนี้ได้เลยว่า The Breadwinner จะมีความดีงามมากว่าทำ ให้เห็นภาพผู้คนถูกกระทำจากจากพวกตาลีบันเพียงอย่างเดียว

ความดีงามของอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คือ ได้รับเลือกให้เข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประจำปี 2017 ได้รับการเสนอให้เข้าชิงรางวัลมากมาย โดยเฉพาะรางวัลใหญ่ 2 รายการคือ Golden Globe และรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 ในสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ในเว็บไซด์ Rotten Tomatoes สูงถึง 95% และคะแนนจากคนดูถึง 87% เลยทีเดียว

หลังจากที่ชมแล้วก็ต้องขอบอกเลยว่านี่คืออนิเมชั่นเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้ง มีความดีงามทั้งในแง่ของเนื้อหา ความดีงามในแง่ของการเล่าเรื่อง และความดีงามในด้านภาพ แม้จะเป็นภาพยนตร์ 2 มิติ แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอนิเมชั่น 3 มิติเรื่องใดเลย

หนังเข้าเล่าเรื่องเก่งมาก เขาเล่าเรื่องราวของปาร์วานา เด็กสาวอายุเพียง 11 ปีที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัว ด้วยการปลอมตัวเป็นเด็กชายไปทำงานหนักนอกบ้าน แล้วก็ยังทะเยอทะยานที่จะต้องไปช่วยพ่อของเธอให้ได้ เธอต้องทนกับสภาพที่ถูกตำรวจตาลีบันคอยจับตา และถูกควบคุมอย่างหนักภายใต้กฎหมายที่ตาลีบันนำมาใช้ ถ้าเธอไม่ทำเช่นนี้ ครอบครัวของเธอก็ต้องอดตาย แล้วพ่อของเธอก็ต้องตายในคุกเหมือนที่คนอื่นเป็น

ในช่วงแรกเราจะได้เห็นภาพที่ค่อนข้างหดหู่ใจ ภาพความเข้มงวดของตำรวจตาลีบัน ควบคุมประชาชนโดยเฉพาะการควบคุมผู้หญิง ห้ามผู้หญิงออกจากบ้านโดยไม่มีผู้ชาย ผู้หญิงทุกคนจะต้องใส่ผ้าคลุมศีรษะตามแบบฉบับของอิสลาม

ห้ามพ่อค้าขายสินค้าให้กับผู้หญิงโดยตรง และรวมถึงให้เห็นภาพความดุร้ายของตำรวจตาลีบัน ในการลงโทษประชาชนที่ไม่ทำตามกฎระเบียบอีกด้วย โดยเฉพาะภาพที่ตำรวจถือไม้ทุบตีผู้หญิงที่ไม่ปฏิบัติตามกฎอย่างเช่นการออกมานอกบ้านโดยที่ไม่มีผู้ชาย หรือการมีรูปภาพเก็บเอาไว้ในบ้านก็จะต้องถูกลงโทษ เป็นต้น

อีกทั้งเรายังได้เห็นภาพความเสียหาย และซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานในช่วงที่รบกับสหภาพโซเวียตรัสเซีย ซึ่งภาพความเสียหายนั้นก็สะท้อนมายังพ่อของปาร์วานาที่เป็นครูมีความรู้มีความสามารถแต่ก็ต้องกลายเป็นคนพิการขาขาดนั่งขายของเก่าไปวัน ๆ

หนังก็ยังมีเส้นเรื่องรองคือ ปาร์วานาได้เล่านิทานให้น้องคนเล็กของเธอฟัง เกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองหนึ่งที่อยู่เชิงเขาฮินดูกูช เป็นเมืองที่มีความสุขสนุกสนานและมีความอุดมสมบูรณ์ แต่แล้ววันหนึ่ง พญาช้างก็ได้ให้เสือจากัวร์ที่เป็นลูกน้องเข้ามาทำลายความสุขในหมู่บ้าน แล้วก็แย่งชิงเมล็ดพันธุ์พืชไป ทุกคนต่างเศร้าโศกเสียใจ มีเพียงเด็กชายคนเดียวเท่านั้น ที่พูดกับทุกคนว่าจะขึ้นไปต่อสู้กับพญาช้างแล้วเอาเมล็ดพันธุ์พืชกับคืนมา แล้วเรื่องก็เล่าถึงวิธีการเดินทางว่าเด็กชายคนนี้ไปพบกับอะไรบ้าง

ได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ต้องเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง จนไปพบกับพญาช้าง แล้วสู้กับพญาช้างอย่างไร ต้องขอบอกเลยว่าวิธีการนำเสนอในด้านภาพของนิทานเรื่องนี้เป็นแบบสองมิติ แต่ถือว่าเป็น 2 มิติที่มีความสวยมาก และที่สำคัญคือเป็นการเล่าเรื่องราวเชิงสัญลักษณ์ได้ดีมาก ซึ่งเขาจะใช้ภาพในการนำเสนออย่างไร นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์แบบไหนต้องไปติดตามชมเองนะครับ

ไม่ว่าจะเป็นเส้นเรื่องหลักที่เล่าเรื่องราวของปาร์วานา กับเส้นเรื่องรองที่เป็นนิทาน เมื่อนำมาตัดสลับกัน ส่วนตัวแล้วผมถือว่านี่คือความดีงามที่สุดของหนังเรื่องนี้ เพราะทั้งสองเส้นเรื่องนั้นมันส่งเสริมกันได้อย่างดีมาก

และมันก็สอดคล้องกับหัวใจของเรื่องก็คือ การต่อสู้ของคนตัวเล็ก ๆ ต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่น่าที่จะสามารถสู้กันได้ มีเพียงแต่บุคคลที่มีใจยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถทำมันได้ ซึ่งก็คือตัวของปาร์วานา หรือภาพสะท้อนความเข้มแข็งภายในจิตใจของเธอก็คือเด็กชายในนิทานที่เธอเล่านั่นเอง

ดูหนังฟรี

รีวิว The Breadwinner

ความรู้สึกหลังดู

นอกจากนี้ยังทำให้เราได้รู้อะไรหลายอย่าง อย่างเช่นคนอัฟกานิสถานนั้นเขากินข้าวอย่างไร กฎระเบียบในช่วงตาลีบันปกครองประเทศนั้นมีอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าจะนำเสนอไม่หมดทุกด้าน แต่เราก็พอจะรับรู้ได้ว่าผู้คนในช่วงเวลานั้นต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใด

อีกอย่างหนึ่งมีอาชีพเกี่ยวกับการอ่าน พ่อและปาร์วานา นอกจากจะขายของเก่าในตลาดแล้ว ยังมีอาชีพอ่านเสริมอีกด้วย เพราะผู้คนนั้นมีจำนวนมากที่ไม่รู้หนังสือ เมื่อมีจดหมาย มีหนังสือพิมพ์ หรือมีอะไร ให้อ่าน เขาก็ต้องไปพึ่งคนที่อ่านหนังสือออก

ซึ่งในหนังก็คือพ่อและปาร์วานานั่นเอง ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนไม่มากนัก สิ่งนี้เป็นการสะท้อนว่า การศึกษามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงที่ตาลีบันปกครองประเทศ ผู้หญิงเมื่อถึงช่วงอายุจะไม่ได้รับอนุญาตให้ได้เรียนหนังสือ และผู้ชายแม้จะได้เรียนหนังสือก็ไม่ใช่ทุกคนจะได้เรียน

การนำเสนอเรื่องราวของบ้านเมือง และการปกครองของตาลีบันในอัฟกานิสถาน เขาเลือกใช้วิธีที่จะนำเสนอในมุมมองของเด็กเพียง 11 ขวบ ซึ่งก่อนหน้าที่พ่อของเธอถูกจับไป ภาพภายในเมือง แม้จะมีความโหดร้ายแต่เด็กก็ไม่ได้มองมันในมุมนั้น เธอมีแต่ความใสซื่อบริสุทธิ์เท่านั้น แม้จะรู้สึกว่าถูกจำกัดอะไรหลาย ๆ อย่างก็ตาม

ดูหนังฟรีออนไลน์

รีวิว The Breadwinner

แต่เมื่อพ่อของเธอถูกจับไปมุมมองอันบริสุทธิของเธอก็ถูกเปลี่ยนไป และด้วยการที่หนังนำเสนอในมุมมองของเด็ก 11 ขวบ ความรุนแรงต่าง ๆ นั้นมันก็ดูเบาบางลง ซึ่งถ้าหากนำไปเทียบกับหนังของแองเจลิน่า โจลี่เรื่อง First They Killed My Father เมื่อพ่อฉันถูกฆ่า เล่าเรื่องราวสภาพชีวิตของผู้คนภายใต้การปกครองของพวกเขมรแดง ซึ่งมีความหนักหน่วงในด้านภาพและอารมณ์ที่หดหู่มากกว่าเยอะเลย ดังนั้น The Breadwinner จึงพอดูได้ ไม่ได้โหดเกินไป

รีวิว The Breadwinner

อย่างไรก็ตามหนังเขาก็ไม่ได้นำเสนอว่าทุกคนที่เป็นตาลีบันหรือเป็นตำรวจจะมีความเลวร้ายไปซะทั้งหมด ยังมีตำรวจตาลีบันที่เป็นคนดี และไม่ได้คิดแบบตาลีบันสุดโต่งไปซะทั้งหมดอีกด้วย และมุมมองของภาพยนตร์นั้น

แน่นอนว่ามาจากผู้สร้างที่เป็นชาวตะวันตกมองเข้าไปในอัฟกานิสถาน ก็อาจจะมีอคติบางประการสอดแทรกเอาไว้ในหนังด้วย โดยเฉพาะการมองภาพของตาลีบันเป็นผู้ร้าย  ภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นพระเอกที่เข้าไปช่วยเหลือ แต่ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือเขาก็ไม่ได้ที่ชัดเจนมากนัก แต่เราคนดูจะรู้สึกได้ด้วยประสบการณ์ของเราเอง

The Breadwinner ปาร์วานาผู้กล้าหาญ แม้จะเป็นอนิเมชั่นดราม่าที่นำเสนอด้านมืดของวิถีชีวิตผู้คนภายใต้การปกครองของตาลีบัน แต่หนังก็ยังให้ความสว่างให้ความหวังที่งดงามกับคนดูไปพร้อมกันด้วย จึงอาจนิยามอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ว่าเป็น “ความหดหู่ที่แสนงดงาม”

รีวิวหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น