รีวิว Spider-Man : No Way Home

หลังจากโดน Mysterio อัดคลิปแฉว่าตัวต้นที่แท้จริงว่า Spider Man คือ Peter Parker ชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขากลายเป็นคนดัง และกลายเป็นผู้ร้ายทันที ชีวิตโดนคุกคามจากสื่อนักข่าวและคนรอบข้าง กลายโดน Fake News ใส่ร้ายป้ายสี จากฮีโร่เป็นซีโร่

ทำให้เขาต้องไปขอความช่วยเหลือ Doctor Strange เพื่อให้ใช้มนต์เพื่อลบความทรงจำต่อผู้อื่นว่าเขาคือไอ้แมงมุม แต่ความคิดเล็กคิดน้อย ทำให้หมอแปลกสมาธิหลุด ส่งผลให้วายร้ายจาก Multiverse โผล่มาในโลกยุคปัจจุบัน แต่ด้วยความคิดที่ส่วนทางกับหมอแปลกทำให้เขาผิดใจกัน จนกลายเป็นความวุ่นวายในที่สุด

สำหรับ Spider Man No Way Home เป็นหนังแอ็คชั่นฮีโร่ที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคอหนัง Marvel เพราะเนื้อเรื่องจัดมาเพื่อเอาใจแฟนๆโดยเฉพาะการนำพาตัวละครกลับมาร้อยเรียงเรื่องราวมัลติเวิร์สวายร้ายตัวแสบที่ร้ายกาจกว่าเดิม อุปสรรค์ของสไปดี้ที่หนักหนาสาหัส

สเกลหนังเล่นใหญ่สร้างความตื่นเต้นทำให้คนดูต้องร้องว้าวเฮลั่น บรรยากาศหนังเร้าอารมณ์กดดันตลอดเวลา ฉากแอ็คชั่นฉากดราม่าขับเคลื่อนให้องค์ประกอบทุกอย่างครบเครื่อง งานภาพที่เนี๊ยบมาก แต่ให้ไม่ใช่แฟนหนังสายฮีโร่ แฟนหนังทั่วไปดีแล้วก็เต็มอิ่ม ไม่แปลกใจเลยถ้าหากหนังติดโผหนังฮีโร่ในดวงใจ

เป็นครั้งแรกที่ ‘Spider-Man’ ไม่ต้องซ่อนตัวใต้หน้ากากอีกต่อไป และเขาไม่สามารถแยกชีวิตในฐานะซูเปอร์ฮีโรออกจากชีวิตปกติได้อีกต่อไป เมื่อเขาไปขอให้ด็อกเตอร์สเตรนจ์ช่วยเหลือ แต่มันกลับกลายเป็นวุ่นวายกว่าเดิม บังคับให้เขาต้องหาทางแก้ไขและหาความหมายของการเป็นสไปเดอร์แมน

หนังเรื่องนี้จะแนะนำสิ่งที่เรียกว่า Multiverse ในจักรวาลมาร์เวลอย่างเป็นทางการ พร้อม ๆ กับวายร้ายจากทั้ง ‘Spider-Man’ และ ‘The Amazing Spider-Man’ ก็จะมาปรากฎตัวด้วยเช่นกัน

ดูเหมือนว่าชะตากรรมของเพื่อนบ้านผู้แสนดีอย่าง ‘สไปเดอร์-แมน’ จะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นทุกที ๆ ครับ หลังจากที่รับงานฮีโรระดับเบอร์รองมาแล้วใน 2 ภาคก่อน ภาคนี้ในฐานะที่เป็นหนังในช่วงต้นของ MCU ในเฟส 4 ที่กำลังเดินหน้าปูพื้นเรื่องราวแบบ ‘พหุจักรวาล’ หรือ ‘มัลติเวิร์ส’ (Multiverse)

เพื่อขยายขอบเขตวิธีการเล่าเรื่องให้กว้างกว่าแนวแอ็กชันแบบเดิม ซึ่งตอนนี้มีซีรีส์ใน Disney+ ที่ปูพื้นเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วทั้ง ‘Loki’ และแอนิเมชัน ‘What If…? ‘ ซึ่งซีรีส์ทั้งสองเรื่องนี้เป็นตัวสรุปอย่างชัดเจนว่า มัลติเวิร์สคือแกนหลักสำคัญและความโกลาหลครั้งใหญ่ที่เหล่าฮีโรต้องรับมือให้ได้

ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนว่าความโกลาหลนั้นได้ปรากฏชัดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว และไอ้แมงมุมก็ถือว่าเป็นฮีโรตัวแรก ๆ ที่ต้องรับผลแห่งความโกลาหลนี้แบบชัด ๆ

ส่วนเรื่องราวในภาคนี้ก็จะเล่าต่อจาก End Credits ตัวแรกที่ทิ้งเอาไว้ในภาคก่อนหน้า (Spider-Man : Far From Home (2019)) ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่ได้ดู ก็ต้องขอเบรกให้ไปหาดูก่อนให้เรียบร้อยก่อนนะครับ (ทั้งสองภาคมีให้ดูใน HBO GO)

เพราะว่าเนื้อเรื่องของภาคนี้จะเริ่มต้นมาจาก End Credits ตัวนั้นแหละ หลังจากที่สไปเดอร์แมนสามารถโค่น ‘มิสเทริโอ’ (Jake Gyllenhaal) ได้สำเร็จ

มิสเทริโอก็วางระเบิดตูมสุดท้ายด้วยการปล่อยคลิปเฟกนิวส์ผ่านจอ LED ที่กล่าวหาว่าปีเตอร์เป็นคนสังหารเขาอย่างป่าเถื่อน กล่าวหาว่าปีเตอร์โอ่อ้างจะเป็นไอรอนแมนคนถัดไป ข่าวนี้ยังไปถึงหู ‘เจ. โจนาห์ เจมส์สัน’ (J.K. Simmons) นักข่าวสำนักข่าวออนไลน์ TheDailyBugle.net ออกมาแฉ (จากข้อมูลของมิสเทริโอ) จนทำให้คนทั้งโลกรู้กันไปทั่วว่าสไปเดอร์แมนคือปีเตอร์ ปาร์คเกอร์

และในภาคนี้ แน่นอนว่า ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เพื่อนบ้านที่แสนดี ถูกภัยเฟกนิวส์ตราหน้าจนทำให้ใช้ชีวิตยากลำบากกว่าเดิม แถมพาให้คนรอบข้างทั้งคนรักอย่าง ‘เอ็มเจ’ (Zendaya) เพื่อนซี้สาย Geek อย่าง ‘เน็ด ลีดส์’ (Jacob Batalon) และ ‘ป้าเมย์’ (Marisa Tomei)

ต่างพากันเดือดร้อนกันไปด้วย ปีเตอร์เลยจำต้องไปขอความช่วยเหลือกับหมอแปลก ‘ดอกเตอร์สเตรนจ์’ (Benedict Cumberbatch) เพื่อให้ช่วยร่ายมนต์ลบความทรงจำของผู้คนว่าปีเตอร์ ปาร์คเกอร์คือสไปเดอร์-แมน แต่ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง ผลก็คือทำให้วายร้ายจากมัลติเวิร์สหลุดเข้ามาปั่นป่วนโลกของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับจักรวาล

รีวิว Spider-Man : No Way Home

ในแง่ของการดำเนินเรื่อง ในภาคนี้ก็ยังคงมีรสชาติ กลิ่นอาย และธีมของหนังจากภาคก่อน ๆ อยู่นะครับ โดยเฉพาะองก์แรก ซึ่งผู้กำกับอย่าง ‘จอน วัตต์ส’ (Jon Watts) ที่รับเหมากำกับแฟรนไชส์หนังชุดนี้มาจนกลายเป็นไตรภาคแล้ว

ก็ยังคงคุมสีสันความเป็นหนังวัยรุ่นที่แฝงเรื่องราวแบบฉบับของวัยว้าวุ่น สิบห้าหยก ๆ สิบหกหย่อน ๆ มุกฮา ๆ วีรกรรมห่าม ๆ และหนังสไตล์ Coming Of Age ซึ่งพอมาถึงภาคนี้ ต้องชื่นชมวิธีการเล่าเรื่องเป็นอย่างแรกเลยครับ

เพราะว่าตัวหนังสามารถไต่ระดับการเล่าจากเล็กไปหาใหญ่ และใหญ่ระดับจักรวาลได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก นั่นอาจจะทำให้การเดินเรื่องในองก์แรกช้าอยู่บ้าง โดยมีฉากแอ็กชันคอยกระตุ้นกราฟอยู่เนือง ๆ แต่ตัวบทก็ถือว่าทำได้ฉลาดและไหลลื่นไม่สะดุดตรงไหนให้กวนใจเลย

รวมทั้งการที่ตัวบทเริ่มจะกระชับพื้นที่โดยไม่ไปเล่าถึงตัวละครและภารกิจอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นฮีโรของปีเตอร์มากนักเหมือนอย่างในภาคที่แล้ว ทำให้ตัวหนังจะเริ่มโฟกัสเฉพาะภารกิจของปีเตอร์ เอ็มเจ เน็ด หมอแปลก เหล่าวายร้ายทั้ง 5 และป้าเมย์เท่านั้น

อีกจุดที่ถือว่าฉลาดคือ ต่อให้ตัวหนังในครึ่งหลังจะเริ่มบิดไปเป็นหนังแอ็กชันแบบเต็มสูบ แต่หนังก็ยังรักษาแกนการเล่าเรื่องแบบ Coming Of Age ที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้อยู่ นั่นก็คือเรื่องของการพยายามจะลบความทรงจำของผู้คนนั่นเอง

เพราะนอกจากปีเตอร์จะต้องรับผลพวงจากความผิดพลาดจากการร่ายมนต์แล้ว เขายังต้องรับผลพวงใหญ่ในการบังอาจไปแทรกแซงมัลติเวิร์ส และตอนท้ายก็ลากเส้นมาขมวดจบที่ปีเตอร์เองก็ต้องยอมรับผลกระทบที่เกิดจากการพยายามลบความทรงจำนั้นด้วย

Coming Of Age ในคราวนี้จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้กับวายร้ายเท่านั้น แต่ยังต้องยอมรับทางเลือกที่เขาเองได้เลือกไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้ต้องขอชื่นชมว่าสามารถคงแก่นแกนนี้เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ปูเรื่องและตามมาเก็บกลับได้อย่างสะเทือนใจเรียกน้ำตามาก ๆ

แถมยังเป็นการทิ้งท้ายได้อย่างน่าสนใจและน่าคิดต่อไปด้วยว่า จากนี้ ชีวิตของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ที่เลือกเส้นทางนี้และยอมรับผลของมันแต่โดยดี จะยังคงดำเนินชีวิตในฐานะปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ และในฐานะสไปเดอร์-แมนต่อไปได้อย่างไร ภายใต้บทสรุปชีวิตโคตรจะสะเทือนใจขนาดนั้น

ดูหนังฟรี

รีวิว Spider-Man : No Way Home

ความรู้สึกหลังดู

ในแง่ของการดำเนินเรื่อง เอาจริง ๆ แม้ตัวหนังจะปูว่ากำลังเดินหน้าเข้าสู่มัลติเวิร์ส แต่ตัวหนังเองก็ยังไม่ได้ถึงกับลงลึกอะไรขนาดนั้นนะครับ (เข้าใจว่าคงจะเอาไว้ลงลึกใน ‘Doctor Strange in the Multiverse of Madness’ ที่จะฉายปีหน้านั่นแหละ)

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นมัลติเวิร์สที่ใส่เข้ามา มันช่างเหมาะเจาะกับจังหวะการ Coming Of Age ของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เสียจริง ๆ เพราะว่าในสองภาคก่อน เราจะได้เห็นน้องปีเตอร์เลียบ ๆ เคียง ๆ ป๋าโทนี สตาร์ก ในการรับภารกิจปราบฮีโรเบอร์รอง

แต่ในคราวนี้ การเปิดมัลติเวิร์ส ทำให้ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องเผชิญกับตัวร้ายระดับบิ๊กในพหุจักรวาลอื่น แถมเอาเข้าจริง แม้จะมีหมอแปลกมาช่วยในภาคนี้ แต่ด้วย ‘เหตุผลบางอย่าง’ ก็ทำให้หมอแปลกไม่ได้ถึงกับช่วยได้ในระดับที่ป๋าโทนี่ช่วยแบบในภาคก่อน ๆ

(ตรงกันข้าม เน็ดกับเอ็มเจยังช่วยมากกว่าซะอีก (555) ผลก็คือ ตัวปีเตอร์เองก็จะเติบโตขึ้นกลายมาเป็นฮีโรตัวจริง และต้องรับบท “ผู้นำการต่อสู้” รับมือกับเหตุการณ์ระดับมัลติเวิร์สด้วยตัวเอง และก็ถือว่าเป็นการปูทางสู่มัลติเวิร์สใน MCU เฟส 4 ได้ดีและเห็นภาพได้ชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย

ดูหนังใหม่

รีวิว Spider-Man : No Way Home

และสำหรับใครที่เป็นพ่อยกแม่ยกน้องทอม ฮอลแลนด์ ก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าในภาคนี้ น้องทอมโตแล้ว การแสดงของทอม ฮอลแลนด์ในภาคนี้ถือว่ากินขาดและเป็น MVP ของหนังจริง ๆ ฝีมือการแสดงและการแสดงอารมณ์สะเทือนใจในเรื่องนี้ของเขาเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นเลยว่า

น้องทอมโตขึ้นจนสามารถเห็นริ้วรอยความสับสนในชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จากวัยรุ่นมัธยมสู่วัยมหาวิทยาลัย และโตขึ้นท่ามกลางความรับผิดชอบของสไปเดอร์-แมนที่ใหญ่ขึ้น (และจะใหญ่ยิ่งขึ้นกว่านี้แน่นอน) ของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ได้อย่างแท้จริง

จนผู้เขียนแอบเชื่อไปแล้วว่า หลังจบไตรภาคนี้ ทอม ฮอลแลนด์ จะมีภาพการเป็นสไปเดอร์-แมนแบบติดหนึบแยกไม่ออก (แบบเดียวกับที่ป๋าโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ชอบโดนเรียกว่าไอรอนแมนนั่นแหละครับ)

นอกจากน้องทอม และทีมนักแสดงรอบข้าง ผู้เขียนเองก็ต้องชื่นชมเหล่าน้า ๆ 5 วายร้าย ที่กลับมารับบทตัวร้ายที่ทะลุจักรวาลมานะครับ แม้ว่าเวอร์ชันดั้งเดิมของพวกเขาจะห่างจากหนังเรื่องนี้ไปนับสิบ ๆ ปี แต่พวกเขาก็สามารถกลับมาสวมตัวร้ายที่ตัวเองเคยรับบทบาทเอาได้อย่างไม่ทิ้งลายจริง ๆ

และที่สำคัญคือ การวางบทบาทให้ตัวละครทั้งห้า ในพล็อตที่มีตัวละครยุ่บยั่บวุ่นวายไปหมด แต่ตัวละครทั้งหมดถูกจัดสรรปันส่วนได้ออกมาดีมาก ๆ และแปลกมากที่ไม่ได้ไปแย่งซีนสไปดีน้องทอมเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าให้เลือกว่าคนไหนท็อปสุด ผู้เขียนขอยกให้คุณน้า ‘Willem Dafoe’ เจ้าของบท ‘กรีน ก็อบลิน’ ครับ

แม้ว่าจะชราไปตามวัยบ้าง แต่ก็ยังสามารถรับบทวายร้ายจิตหลุดได้น่ากลัวมาก ๆ เหมือนที่เคยดูใน ‘Spider-man’ (2002) อย่างไรอย่างนั้นเเลย

รีวิว Spider-Man : No Way Home

ส่วนการแสดงของน้อง Tom Holland เรากล้าพูดว่าเข้าขั้นดีสุดนับตั้งแต่เขามาเล่นหนัง MCU ก็ว่าได้ ที่พูดแบบนั้นเพราะว่า เราเห็น Peter Parker แบบประสาเด็กวัยรุ่นจากหนังเรื่องก่อนๆ แต่มาเทียวนี้เราได้เห็นการตัดสินใจการแก้ปัญหาของเขาในเรื่อง

ตัวละครในภาคนี้เลยมีความเห็นอกเห็นใจ ความเจ็บปวด ความสูญเสีย ความสับสนจะเอายังไงกับชีวิตเพราะสิ่งที่เข้ามามันคือเรื่องใหม่ที่เขาไม่เคยเจอ ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่าหนังช่วยให้คนดูรู้สึกว่าไอ้แมงมุมเวอร์ชั่นเขาได้เริ่มต้นผจญภัยแบบจริงๆสักที

ส่วนการปรากฏตัวของนักแสดงเก่าๆที่ชอบสุดคงไม่แพ้ Willem Dafoe และ Alfred Molina ที่เป็นคีย์แมนหลักคนสำคัญ เพราะ 2 ตัวละครนี้แกล้งทำเป็นคนดีและคนร้ายในเวลาเดียว ทั้งคู่รบเร้าได้สมศักดิ์กับน้อง Tom ในเรื่อง มันเป็นการคัมแบ็คที่ถูกที่ถูกเวลามากๆ ที่ 2 วายร้ายคู่ปรับสำคัญ Spidey

ในมาโลดแล่นในช่วงเวลานี้ ส่วนดาราคนอื่นๆรับส่งบทกันได้ดีเวลาเข้าฉาก ดูแล้วเพลินตาไม่ว่าจะเป็น Jamie Foxx, Benedict Cumberbatch และ Zendaya

 รีวิวหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น