รีวิว carter คาร์เตอร์

​​​​​​เรื่องราวเริ่มต้นที่ทั้งโลกกำลังเผชิญกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีวิธีการรักษา ชายหนุ่มคนหนึ่งนามว่า คาร์เตอร์ (จู วอน) ได้ตื่นขึ้นมาในห้องพักแห่งหนึ่งโดยไร้ความทรงจำ เขาจำไม่ได้ว่าเขาคือใครและมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงปริศนาซึ่งเสียงนั้นมาจากอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในหูของเขา เสียงปริศนาดังกล่าวสั่งให้เขาไปทำภารกิจชิงตัวประกัน

โดยตัวประกันคนนั้นคือเด็กสาวที่มีภูมิต้านทานไวรัส ทว่ามันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะมีหลายประเทศที่ต้องการตัวเธอเช่นกัน สุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร ทุกคนต้องไปรับชมด้วยตาตัวเอง  รีวิวหนังฝรั่ง

เรื่องนี้เป็นหนังแอ็คชั่นแบบหนักๆ เน้นมุมกล้อง Long Take ใครที่ชอบหนังแอ็คชั่นแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมไม่ควรพลาด คือเน้นแอ็คชั่นล้วนๆ บู๊กันตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ เอาละมาเริ่มรีวิวกันเลยดีกว่า ความรู้สึกส่วนตัวของผมหลังจากดูจบคือ รู้สึกค่อนข้างเฉยๆ เพราะหนังเวอร์มาก ฉากแต่ละฉากนี่เกินจริงสุดๆ อาจเพราะส่วนตัวผมชอบแอ็คชั่น

แบบที่มันดูสมจริงซักหน่อย เลยอาจไม่ค่อยชอบแนวนี้เท่าไหร่ อันนี้แล้วแต่คนชอบจริงๆ ด้านบทของเรื่องก็ธรรมดาไม่ได้หวือหวาอะไร ไม่ได้มีปมอะไรมากมายหลักๆ คือพระเอกต้องทำภารกิจ และหลบหนีการไล่ล่า มีเรื่องที่ให้เราสงสัยแค่เรื่องเดียวคือสรุปแล้วพระเอกเป็นใครกันแน่ ซึ่งดูจนจบก็ยังไม่ถึงกับเฉลย และตอนจบก็ดูเหมือนจะปูไป

ภาคต่อได้ด้วย ส่วนด้านการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะเล่าไปเรื่อยๆ ไปแบบรวดเร็วด้วยซ้ำ แทบไม่มีจังหวะให้พักหายใจเลย แต่ก็มีข้อดีคือไม่น่าเบื่อ โดยรวมด้านบทและการดำเนินเรื่องถือว่าธรรมดาทั่วไป ดูหนัง

รีวิว carter คาร์เตอร์

รีวิว carter คาร์เตอร์

รีวิว carter คาร์เตอร์ ต่อมาด้านการแสดง ส่วนนี้ก็ทำได้ดีตามมาตรฐานเกาหลี ทุกคนแสดงได้ดีระดับหนึ่งแต่ไม่ได้ถึงกับน่าจดจำ อาจเพราะว่าบทมันเน้นไปทางแอ็คชั่นเดือดๆ ตัวละครอื่นๆ ที่โผล่มาจึงไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายนัก มาแค่ช่วยปูเรื่องราวให้ไปต่อได้ก็เท่านั้น ตัวละครสำคัญจริงๆ คงจะเป็นแค่ตัวพระเอกกับเด็กสาวที่พระเอกต้องไปช่วย ซึ่งตัวละครเด็กเองก็ไม่ได้ทำอะไรมาก ทำหน้าที่เดียวคือวิ่งตามพระเอกเพราะในบทเด็กคนนี้ก็ไม่ได้รู้อะไรเลย ส่วนบทของพระเอกก็คือ ตัวพระเอกเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร เว็บหนัง

รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องหาทางเอาตัวรอดและเลือกทางที่ดีที่สุด ซึ่งตัวนักแสดงผู้รับบทอย่าง จู วอน ก็แสดงได้ดี พี่แกแอ็คชั่นได้ดุเดือดดิบดี ส่วนตัวผมชอบฉากแอ็คชั่นตอนต้นเรื่องมากที่สุด ตอนที่สู้กันในโรงอาบน้ำ ฉากนั้นคือดีเลย ฉากหลังจากนั้นส่วนใหญ่คือเวอร์ๆ และใช้ภาพสโลว์เยอะเกินจนรู้สึกแปลกๆ ไปด้วยซ้ำ carter คาร์เตอร์ สปอย

โดยเรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นเมื่ออยู่ดี ๆ คาร์เตอร์ ชายความจำเสื่อมตื่นขึ้นมาในห้องโรงแรมก่อนซีไอเอจะบุกเข้ามาเพื่อจับกุมจนเขาต้องหนีตายพร้อมกับต้องสืบหาความจริงว่าตัวเองเป็นใคร ในขณะเดียวกันเขายังต้องหนีการจับกุมทั้งจากซีไอเอและทางการเกาหลี รวมถึงการต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับเหตุโรคระบาดที่ทำให้คนคลุ้มคลั่งและลุกขึ้นมาฆ่าคนอย่างเลือดเย็นซึ่งทางรักษามีเพียงเลือดของลูกสาวนักวิทยาศาสตร์ที่ทางเกาหลีเหนือต้องการตัวและมันอาจเป็นใบเบิกทางสำหรับคาร์เตอร์

หากยังไม่พูดถึงเรื่องราวหรือความสมเหตุสมผลของบท ‘Carter’ ก็คืองานโชว์เทคนิคการถ่ายทำแบบลองเทคในหนังแอ็กชันที่เรียกได้ว่าเป็นการปล่อยของช็อง บย็อง-กิล ผู้กำกับหนังแอ็กชันที่มีฐานจากงานสตันท์แมนมาก่อนคล้าย แชด สตาเฮลสกี้ (Chad Stahelski) ผู้กำกับ ‘John Wick’ เลยและมีหนัง ‘The Villainess’ หนังแอ็กชันสุดระห่ำที่พลอตแอบคล้ายกับ ‘La Femme Nikita’ อัดอดรีนาลีนซึ่ง บย็อง-กิล ก็โชว์เทคนิกลองเทคในการถ่ายทำหลายฉาก ดูหนังออนไลน์

รีวิว carter คาร์เตอร์

การดำเนินเรื่อง

ทีนี้พอมาถึง ‘Carter’ ยอมรับเลยว่านี่คือหนังที่ถูกออกแบบมาให้บย็อง-กิล กำกับโดยเฉพาะ เนื่องจากพล็อตสายลับความจำเสื่อมก็เอื้อเหลือเกินให้การดำเนินเรื่องเหมือนเรากำลังเล่นวิดีโอเกมและไอเทมที่คนดูจะได้คือข้อมูลเพิ่มเติมของตัวละครที่เรารู้จักเพียงแค่ชื่อคาร์เตอร์ แต่เหมือนบย็อง-กิลจะหนักมือไปหน่อยเพราะแค่ซีนแอ็กชันซีนแรกเขาก็เล่นมุมกล้องลองเทคสุดฉวัดเฉวียนถ่ายทั้งโดรนทั้งสเตดี้แคมและกล้องรถบังคับแบบไม่กลัวคนดูคลื่นไส้คืนสารอาหารสู่ธรณีเลยทีเดียว ดูหนังฟรี

ซึ่งแน่นอนเลยว่าคำเตือนแรกของเราคือใครไม่ถูกโรคกับหนังที่กล้องส่ายไปส่ายมา ‘Carter’ น่าจะเป็นหนังที่คุณต้องหลีกเลี่ยงหรือใครจะทดลองก็ขอให้ผ่าน 15 นาทีแรกของหนังไปให้ได้ก่อน ใช่แล้วครับ…คือหนังถ่ายลองเทคและมูฟเมนต์กล้องก็ส่ายไปส่ายมาทั้งเรื่องจริง ๆ แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่เหมือนกันว่าการที่หนังใช้เทคนิกเยอะ carter คาร์เตอร์ สปอยหนัง

ใช้กล้องที่หลากหลายผสานการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาช่วยในการตัดต่อก็ทำให้ “รอยต่อ” ของแต่ละช็อตเห็นได้ชัดอยู่เหมือนกัน ไม่ได้แนบเนียนเปี่ยมศิลปะแบบหนังอย่าง ‘1917’ หรือ ‘The Revenant’ ที่ซ่อนช็อตด้วยการถ่ายทิลต์กล้องถ่ายท้องฟ้าหรือหลบหลังวัตถุแต่ก็เหมือน ‘Carter’ จะชัดเจนในแนวทางภาพแบบวีดีโอเกมของมันอยู่นะครับ หนังฝรั่ง netflix

รีวิว carter คาร์เตอร์

จุดเด่น

ส่วนฉากแอ็กชันในหนังก็ต้องยอมรับว่า บย็อง-กิล ก็ยังยึดติดกับช็อตซิกเนเจอร์อย่างการพุ่งตัวชนกระจกและช็อตต่อสู้บนหลังมอเตอร์ไซค์ที่แทบจะลอกจาก ‘The Villainess’ ของตัวเองมาเยอะเหมือนกัน แม้คราวนี้สเกลฉากแอ็กชันจะใหญ่โตขึ้นมีการเดินทางข้ามประเทศ มีมูฟเมนต์ของตัวละครในช่วงเวลากลางวันแต่ลูกเล่นในซีนแอ็กชันต่าง ๆ

ก็ไม่ได้เป็นของใหม่สำหรับคอหนังแอ็กชันทั้งฉากดวลกระสุนในที่แคบ ฉากบู๊บนท้องฟ้าหลังเครื่องบินระเบิด หรือมุกหนังผจญภัยยุคสปีลเบิร์กอย่างฉากเดินข้ามเขาด้วยบันไดไม้ใกล้พัง

ซึ่งในภาพรวมของคุณภาพงานกำกับและถ่ายทำฉากแอ็กชันเราก็คงยังพอให้คะแนน บย็อง-กิลด้วยเกรดสูงลิ่วได้เพราะมันก็ตื่นตาตื่นใจและโหดสะใจดีแท้ เพียงแต่องค์ประกอบที่หนังเรื่องหนึ่งจะเป็นหนังดีและดูสนุกได้คงพึ่งฉากแอ็กชันอย่างเดียวไม่ได้แต่จำเป็นต้องมีบทภาพยนตร์ที่แข็งแรง ซึ่ง ‘Carter’ ไม่ได้เข้าข่ายงานที่ขายบทภาพยนตร์ที่รัดกุมและแข็งแรงหรอกครับ เราเลยเห็นหนังสร้างปมขึ้นมาแล้วทิ้งมันไปดื้อ ๆ เพื่อหาทางพาเราไปเจอบิ๊กบอสจนอดอีหยังวะไม่ได้ Carter (2022) คาร์เตอร์ เต็มเรื่อง

แต่สิ่งที่ว่าไม่ได้เลยของหนังก็คือการแสดงของ จูวอน นี่แหละครับเพราะงานนี้พระเอกหนุ่มจากซีรีส์ฮิตอย่าง ‘Good Doctor’ ต้องพลิกจากงานดราม่าหนัก ๆ สู่การใช้ร่างกายแบบไม่กลัวพัง ซึ่งผมได้ชมงานแถลงข่าวของหนังแล้วทางจูวอนเองก็ยอมรับว่าไม่มีสักวันที่เขาจะไม่ได้แสดงฉากแอ็กชัน ซึ่งนั่นหมายถึงวินัยในการฝึกฝนเพราะฉากแอ็กชัน

แต่ละฉากก็เสี่ยงตายอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะฉากดวลกันกลางเวหาที่หนังถ่ายฉากสตันท์จริง ๆ เหมือนที่ ทอม ครูซ แสดงใน ‘Mission Impossible : Fall Out’ อีกทั้งจูวอนก็ไม่ลืมที่จะแสดงฝีมือในฉากดราม่าที่แม้จะมีน้อยแต่ก็ทำให้หนังแอ็กชันเลือดสาดเรื่องนี้พอมีหัวใจอยู่บ้างครับ

รีวิว carter คาร์เตอร์ บทสรุป

รีวิว carter คาร์เตอร์  หนังเกาหลีแอ็กชั่นสุดเดือดของ Netflix ที่เล่าเรื่องของชายหนุ่มนามคาร์เตอร์ผู้สูญเสียความทรงจำ และต้องเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของทั้งอเมริกาและเกาหลีเหนือใต้ โดยมีเสียงสั่งการเขาจากในหูจากบุคคลปริศนาที่อ้างว่าเขากำลังทำภารกิจยิ่งใหญ่ที่เป็นความเป็นความตายของชาติ

หนังเรื่องนี้มีเป้าหมายแน่วแน่เลยว่าต้องเล่าเรื่องด้วยแอ็กชั่นสุดเดือด ทั้งเรื่องจึงเต็มไปด้วยฉากแอ็กชั่นกระหน่ำติดๆ กันเป็นพายุยิ่งกว่าจอห์นวิคซะอีก (หลายเท่าด้วย) อย่างเปิดมาก็เป็นฉากกึ่งลองเทคที่พระเอกต้องสู้กับแก๊งนักเลงมากมายที่ดาหน้าเข้ามาแบบนับไม่ถ้วน ชวนให้คิดถึงฉากนีโอเจอสมิธรุมเป็นร้อยในเมทริกซ์แบบนั้นเลย นอกจากนั้นก็มีฉากขับรถไล่ล่าระเบิดเถิดเทิงอยู่เรื่อยๆ หรือฉากแนวสายลับบุกเข้าไปถล่มรังผู้ร้ายคนเดียวก็มี บางทีพระเอกก็แทบจะบินได้ไปเลย ความเว่อร์นี่บอกเลยเกินจอห์นวิค carter คาร์เตอร์ บทสรุป

ไปไกลมาก พระเอกแทบไม่โดนยิงหรือแมงเลยมีแค่แผลถลอกเท่านั้น แต่ตัวเองทั้งฆ่ายิงเสียบสารพัดคนตายไปเผลอๆ จะถึงพันด้วยในเรื่องนี้ เพราะนับไม่นับถ้วนจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าการขายความมันส์จากฉากแอ็กชั่นกันตรงๆ มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมสและถูกใจคนดูทั่วไปแน่นอน ตัวหนังตอบโจทย์คนดูสายนี้ได้แน่นอน

โดยรวมหนัง

ส่วนตัวเรื่องการเป็นสายลับความจำเสื่อม แล้วถูกคนในหูชักใยพร้อมทั้งมีตัวละครอื่นหลอกใช้พระเอกกลับไปกลับมาก็เป็นอะไรที่เข้าท่าดี มีความเป็นไซไฟล้ำๆ ติดมาหน่อยไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือตัวเรื่องเล่นกลับไปกลับมาจนงงคนดูงงเองว่าตอนนี้พระเอกอยู่ข้างไหน แล้วเรื่องจริงๆ เป็นไงกันแน่เพราะตัวเรื่องหมดเวลาไปกับการอัดแอ็กชั่นซะ 70-80% ทำให้เหลือเวลาเล่าเรื่องไม่มากในแต่ละช่วง เผลอนิดเดียวตามเรื่องไม่ทันเอาง่ายๆ เป็นอะไรที่ชวนปวดหัวอีกอย่างของเรื่องเลยก็ว่าได้ครับ

ตัวนักแสดงในเรื่องวางบทให้มีทั้งอเมริกัน เกาหลีเหนือ ใต้ ผสมปนเปกันมั่วไป ซึ่งทางนักแสดงฝรั่งก็ยังดูปลอมๆ เหมือนดาราเกรดบีตัวประกอบ เล่นได้ไม่เหมือนเป็น CIA อะไรเลย แต่ก็เข้าใจได้เพราะหนังเกาหลีส่วนใหญ่เวลาใช้ฝรั่งก็มักจะเป็นแบบนี้หมด แต่ดาราทางเกาหลีนี่โอเค มีไม่บ่อยนักที่เรื่องวางให้เกาหลีเหนือเป็นตัวหลัก แกนหลัก ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งพระเอกก็เล่นได้ผ่าน หน้าตาหล่อเหลาน่าเอาใจช่วยจากคนดูสาวๆ ได้แน่นอน

ส่วนสุดท้ายคือด้านการโปรดักชั่นและงานภาพ ในส่วนของโปรดักชั่นยอมรับเลยว่าเล่นใหญ่จัดเต็ม คือมีแต่ฉากแอ็คชั่นใหญ่ๆ แต่ดูเหมือนว่าทุนอาจไปไม่ถึง เพราะงานซีจีที่ออกมามันลอยมาก ลอยจนรู้สึกเหมือนไม่ได้ดูหนัง มันเหมือนเกมหรือพวกคลิปในยูทูปมากกว่า จุดนี้น่าเสียดายจริงๆ ความเวอร์วังของเรื่องนี้ก็พอๆ กับ The Gray Man เลย

แต่ซีจีมันไม่ได้ดีเท่าเลยออกมาแปลกๆ แต่ก็พอรับได้ถ้าไม่ซีเรียสอะไร ถือว่าทำได้ดีระดับนึงแต่น่าจะไปสุดมากกว่านี้ ส่วนงานภาพอันนี้ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เช่นกัน ยอมรับว่างานภาพโอเค แต่ดูเหมือนพยายามยัดเทคนิคการถ่ายทำมากเกินจนล้น บางฉากคือเอาโดรนบินวน ไม่รู้เพื่ออะไร มันไม่ได้เท่หรืออะไรเลย มันดูฝืนๆ ไปซักนิด carter คาร์เตอร์ สนุกไหม

แต่บางฉากก็ถ่ายออกมาดีนะ ไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมด แต่ใครที่ไม่ชอบภาพสั่นๆ นี่ผมไม่แนะนำเลย เพราะภาพมันไปไวและสั่นพอตัว บางคนอาจจะเวียนหัวได้เลย สรุปโดยรวมเลยคือเป็นหนังที่พอดูได้ แอ็คชั่นเยอะ สนุกดี ทว่าดันไปไม่สุด ท้ายสุดนี้ผมขอให้คะแนนภาพยนตร์เรื่อง Carter (คาร์เตอร์) ไว้ที่ 6/10 คะแนน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น