รีวิว 30 days of night

30 Days of Night จากการ์ตูนแนวสยองขวัญ มาสู่หนังสยองว่าด้วยแวมไพร์ไล่ดูดเลือดผู้คน

เหตุเกิดในช่วงที่เมืองอลาสก้าต้องตกอยู่ใต้ความมืดยาวนานถึง 30 วัน ชาวเมืองก็เตรียมกักตุนอาหาร นอนพักใช้ชีวิตตามประสาโดยมีนายอำเภออีเบน โอเลสัน (Josh Hartnett) คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีแวมไพร์กลุ่มเบ้อเริ่มบุกมาโจมตีเมือง ไล่ฆ่าคนเป็นว่าเล่น จนคนที่รอดชีวิตต้องหาทางรับมือกับมัน แต่ทำไงได้ครับเมื่อเมืองต้องตกอยู่ในสภาพไร้แสงเดือดเป็นเดือน การไล่ล่าครั้งนี้มนุษย์จึงแทบจะหมดหวังไปเลย เพราะมันมากันเป็นสิบ… แล้วพวกเขาจะรอดไปได้หรือไม่ อันนี้ต้องติดตามครับ

นี่ถือเป็นแนวที่ผมว่าคุ้นนะ แต่ไม่ค่อยมีหนังแวมไพร์ทำออกมาลักษณะนี้ ทั้งๆ ที่มันออกจะสยองและสร้างความรู้สึกหมดหวังให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี แหม คิดดูครับแวมไพร์ยกพวกกันมา ฆ่าหมดเมือง ฉากที่พวกผีดูดเลือดไล่เขมือบคน ไล่ฆ่านี่ยอดเยี่ยมมาก หดหู่อย่างแรง สยองด้วย เพราะถ้าเราอยู่ตรงนั้นก็คงรอดยากล่ะครับ แวมไพร์เล่นมากันเยอะแล้วยังไม่มีแสงแดดมาเป็นตัวช่วยฝ่ายมนุษย์ด้วย เพราะตามปกติหนังแนวนี้ชอบมีมุกประเภท “รอจนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วพวกมนุษย์พลิกกลับมาชนะ” มันถือเป็นมุกเดิมๆ ก็จริงครับ แต่ก็เป็นมุกที่ให้ความหวังผู้คนเหมือนกัน ทว่าเรื่องนี้ไม่มีครับ เราต้องมานั่งดูคนโดนฆ่าตั้งแต่ต้นจนเกือบจบเรื่อง… สลดจริงๆ

นี่จึงไม่ใช่หนังคลายเครียดวันหยุดแน่นอนครับ มีแต่ศพ เลือด คนคอขาด แขนขาด หรือไม่ก็แวมไพร์แยกเขี้ยวใส่ โอย กดดันเอาเรื่อง

แต่ถ้าถามในแง่หนังดีไหม ผมชอบเลยล่ะครับ ออกมาโหดถึงใจ แรงและสยองมาก ข้อเสียมีแค่นิดเดียวตรงความยาวที่ออกจะมากไปหน่อย (เกือบสองชั่วโมงได้) เลยมีช่วงอืดๆ แต่ก็พอจะเข้าใจเจตนาของหนังครับ ว่าจะให้เราได้ซึมซับความรู้สึกหมดหวังของตัวละครในเรื่องด้วย และยังเข้ากับการตัดสินใจของพระเอกในตอนท้ายอีกต่างหาก ประมาณว่า “เหลืออดแล้วนะเฮ้ย!!!” อะไรทำนองนี้น่ะครับ

แรกเริ่มเดิมทีหนังเรื่องนี้จะถูกสร้างเป็นซีรี่ส์ครับ แต่พอเขียนๆ บทไปก็ถูกเขยิบมาเป็นหนังใหญ่ซะเลย เพราะมันทำได้ แล้วออกมาดีด้วย ตอนผมดูนั้นก็นึกถึง Salem’s Lot ของ Stephen King ขึ้นมาทันที แนวมันคล้ายกันนิดหน่อยตรงที่แวมไพร์บุกมายังเมืองเล็กๆ และฆ่าคนไปเป็นเบือ แต่ Salem นั้นมันออกแนวนิ่งๆ เนิ่บๆ (แต่มันส์) แวมไพร์มาแบบค่อยๆ แทรกซึม แต่เรื่องนี้มาแบบอหังการเลย ซึ่งผมก็ชอบคนละแบบครับ Salem มันก็สนุกมีลุ้น ตื่นเต้นใช้ได้ น่ากลัวด้วย แล้วยังมีอารมณ์ขันอีก ส่วนเรื่องนี้ดีตรงความกดดันและความสยอง รวมถึงแวมไพร์ที่อำมหิตสุดขีด แต่อารมณ์ขันนี่ไม่มีเลยครับ เครียดอย่างเดียว

Hartnett นั้นเล่นดีครับ แต่ไม่เด่นเพราะบทไม่ได้ส่งเท่าไร ก็แปลกดี เพราะเขาเล่นนำนะครับ แต่บทไม่ค่อยให้ความเด่นกับนายอำเภอเลย ซึ่งคิดในแง่หนึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นแหละ เนื่องจากหนังทำออกมาในแนวสมจริง เลยไม่มีซูเปอร์ฮีโร่แบบจอห์น แม็คเคลนแห่ง Die Hard ว่าตามจริงหากเป็นหนังสูตรทั่วไป บทของ Hartnett ต้องประมาณ แม็คเคลนแหละครับ ต้องเก่งตลอด ไล่ฆ่าแวมไพร์ได้เป็นว่าเล่น แต่เผอิญเรื่องนี้เน้นความ Real บทตัวละครที่เป็นคนเลยไม่ค่อยโม้ ซึ่งผมว่าก็ดีครับ เป็นการสร้างความใหม่ให้หนังได้เยอะ ไม่ต้องตามสูตร เน้นกดดันล้วนๆ

แต่ต้องยอมรับว่า ดูแล้วอดเครียดไม่ได้จริงๆ

ดาราสมทบเจ้าอื่นอย่าง Melissa George ในบทภรรยาของอีเบน, Danny Huston เป็นฮาร์โลว์ หัวหน้าแวมไพร์ที่สุดโหดขนานแท้ พี่แกน่ากลัวมากครับ เวลาแกโผล่หน้าออกมาทีรู้สึกหมดหวังในบัดดลครับ เพราะแกฆ่าเหยื่อได้แน่ๆ แล้วยังมีการล้อเล่นกับเหยื่อก่อนจะฆ่าอีก เฮ่อ สลดจริงๆ ครับเวลาที่พี่แกฆ่าเหยื่อแต่ละรายเนี่ย

ถือเป็นหนังแวมไพร์ที่ดูแล้วได้อารมณ์สยองแบบแวมไพร์แท้ๆ อย่างที่ไม่ค่อยได้เจอเท่าไรในหนังแวมไพร์ส่วนมาก ที่ชอบตามสูตรครับ นั่นคือการปราบแวมไพร์เป็นไปอย่างง่ายดาย หรือไม่ต่อให้หมดหวังอย่างไรก็ต้องมีแสงแดดมาช่วย แต่เรื่องนี้ มีแค่ 2 ทางเลือก คือตาย กับตายแบบสยอง!

ดูหนังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันสะท้อนชีวิตคนในสังคมหรือเปล่า ว่าคนเรามีทั้งช่วงที่ได้รับแสงแดด (ความหวัง) และช่วงที่เต็มไปด้วยความมืด (ความหดหู่และความทุกข์) และบางทีความมืดก็อยู่ยาวนานกว่าแสงสว่าง (เช่นในหนังเป็นต้น) ก็เปรียบเหมือนชีวิตเรานั้น บางทีก็มีความทุกข์มารุมล้อมมากกว่า ล้อมครบทุกทิศจนไม่รู้จะบิดหน้าหันไปทางไหนดี

ทางที่พอจะทำได้คือ สู้ต่อไป จนกว่าจะผ่านมันไปได้ หรือสู้ไปๆ จนไม่สามารถสู้ต่อได้อีก… แต่มันก็ไม่เสียหลายที่จะสู้นี่ครับ จริงไหมครับ

รีวิว 30 days of night

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ จากหนังก็คือ ตอนแรก Sam Raimi แห่งหนังชุด The Evil Dead จะมากำกับครับ แต่พอถึงจุดหนึ่งเขาก็เลือกจะเป็นคนอำนวยการสร้างแล้วส่งต่อเก้าอี้ผู้กำกับให้ David Slade แทน ซึ่งก็ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะครับ Slade สามารถสร้างอารมณ์หมดหวังและหดหู่ให้กับหนังได้อย่างน่าพอใจ ส่วนเรื่องความสยองนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ ถึงเลือดถึงเนื้อจริงๆ

ในแง่รายได้ก็ถือว่ากลางๆ ครับ ลงทุนไป $30 ล้าน ได้คืนมาจากทั่วโลกที่ $75 ล้าน ก็พอได้ทุนคืน ส่วนกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำก็ค่อยไปเก็บตอนออกแผ่นหรือลงสตรีมมิ่งเอา

เอาเป็นว่านี่คือหนังสยองแวมไพร์ที่ใช้ได้เลยครับ แต่ไม่ใช่หนังดูเพื่อคลายเครียดแน่นอน อันนี้ขอย้ำเลยครับ มันให้อารมณ์สลดและหดหู่จริงๆ ดังนั้นใครอยากดูด้วยจุดประสงค์เสพความบันเทิงล่ะก็ แนะนำให้ดู Van Helsing ดีกว่าครับ บันเทิิงกว่ากันเยอะ

แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังแวมไพร์ เรื่องนี้ผมแนะนำเลยครับ คุ้มค่าน่าดู

ดูหนังฟรี

รีวิว 30 days of night

ความรู้สึกหลังดู

30 Days of Night เป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญแนวผีดิบดูดเลือดที่มีการเล่าเรื่องราวประกอบฉากของเมืองแห่งหนึ่งในอลาสก้าที่หนึ่งปีจะมีเวลา 30 วัน ที่ทั้งเมืองจะจมอยู่ในความมืดมิด พระอาทิตย์จะไม่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าทำให้กลายเป็นสรวงสวรรค์ของเหล่า “แวมไพร์” ที่จะรุกรานเมืองเพื่อหาเลือดสด ๆ กินกันอย่างสาแก่ใจ

หลังจากที่เรื่องราวภาคแรกได้จบลง เชื่อว่าหลายคนอาจเฝ้ารอคอยหนังภาคต่อกันอย่างใจจดจ่อ ซึ่งทางผู้กำกับเองก็ได้คลอดหนังสยองขวัญ 30 Days of Night: Dark Days 30 ราตรีผีแหกนรก 2 ออกมาให้รับชมกัน แต่ภาคนี้จะดีน่าดูเหมือนกับภาคแรกหรือเปล่านั้น!? ประเด็นนี้คงต้องลองมาติดตามอ่านรีวิวจากบทความชิ้นนี้ประกอบการตัดสินใจกัน

หนังสยองขวัญ 30 Days of Night: Dark Days 30 ราตรีผีแหกนรก 2 เป็นเรื่องราวของ “สเตลลา” หญิงสาวผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์แวมไพร์กระหายเลือดเข้าจู่โจมสังหารผู้คนทั้งเมืองท่ามกลางความมืดมิดอันยาวนาน หลังจากนั้นเธอได้เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อบอกเล่าความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าทุกการกระทำของเธอจะถูกพวกมันจับตามองอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเธอต้องเปลี่ยนความเคียดแค้นให้กลายมาเป็นพลังเผชิญหน้าล่าสังหารพวกมันแทนการหลบหนี

ดูหนังใหม่

รีวิว 30 days of night

หนังสยองขวัญ 30 Days of Night: Dark Days 30 ราตรีผีแหกนรก 2 ในช่วง 10 นาทีแรก ถือว่าทำออกมาได้ดีและน่าติดตามเป็นอย่างมาก เพราะหนังแสดงให้เห็นถึงลูกเล่นในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ และแวมไพร์ยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่น่าสนใจเอาการ

จุดด้อยของหนังสยองขวัญ 30 Days of Night: Dark Days 30 ราตรีผีแหกนรก 2 หลังจาก 10 นาที ให้หลังหนังก็พาคนดูวิ่งดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย เรื่องราวทั้งหมดเดาได้อย่างง่ายดายที่ดำเนินไปด้วยตัวละครที่เต็มไปด้วยเหตุผลส่วนตัวที่แสนเบาหวิว

ในขณะเดียวกันบางคนก็ทำตัวโง่เง่าอย่างไร้เหตุผล ยังไม่รวมการตัดสินใจที่โง่เขลาของคนที่ออกปากว่าเป็น “นักล่าแวมไพร์” มือโปร ที่เดินดุ่ม ๆ เข้าไปในรังแวมไพร์ท่ามกลางความมืดมิดโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับเดินไปเคาะประต้านแล้วบอกว่า เฮ้! ผีดูดเลือดฉันมาแล้ว ออกมากินฉันสิ!!!

ความโรแมนติกที่ดูเหมือนหนังจะพยายามสื่อให้เห็นก็เข้าขั้นยอดแย่ มันไม่ได้ดูเหมือนกับเป็นความรักความเอาใจใส่คอยช่วยเหลือ แต่ดูราวกับคนโรคจิตที่ตามสะกดรอยคนที่ตัวเองหลงรักเสียมากกว่า ทำให้ตรรกะ การแสดงและบทที่ถูกเขียนขึ้นมานี้ ไม่ได้มีความน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย

รีวิว 30 days of night

 

ต้องขอพูดแบบตรง ๆ ว่าหนังสยองขวัญ 30 Days of Night: Dark Days 30 ราตรีผีแหกนรก 2 เป็นหนังภาคต่อที่ไม่สามารถสู้ภาคแรกได้เลยแม้แต่น้อย มันแทบจะเป็นหนังคนละเรื่องเดียวกันทีเพียงแค่อาศัยชื่อเรื่องมาดำเนินเรื่องราวเท่านั้น เพราะโดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้มันไม่มีอะไรอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ถ้าหากใครกำลังอยากที่จะหยิบหนังเรื่องนี้มาเปิดดู เพราะยังคงยึดติดอยู่กับบรรยากาศอันมืดมิดและการเอาชีวิตรอดที่แสนสิ้นหวัง ขอแนะนำว่าให้หยุดเสีย! แล้ว “ข้ามไปดูหนังเรื่องอื่น” จะดีต่อสุขภาพจิตและไม่ต้องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์.. (เตือนแล้วนะ!)

 รีวิวหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น