รีวิว Senior Year

สวัสดีค่ะวันนี้แอดมินมีหนัง  Netflix Original มาแนะนำอีกหนึ่งเรื่อง ผลงานของค่าย ‘Paramount Players’ แม้เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ถือว่าหน้าหนังดึงดูดแบบชวนว้าวดัง ๆ แต่ก็ถือว่ายังดีที่ได้นักแสดงอย่าง ‘เรเบิล วิลสัน’ (Rebel Wilson) เจ้าของบท ‘แฟต เอมี’ (Fat Amy)

นักร้องสาวอวบสุดฮาในหนังไตรภาค ‘Pitch Perfect’ ที่น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมารับบทตัวเอกของหนัง และได้ ‘อเล็กซ์ ฮาร์ดแคสเซิล’ (Alex Hardcastle) ผู้กำกับที่เคี่ยวกรำงานกำกับทีวีซีรีส์นับสิบเรื่อง มาชิมลางกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเป็นครั้งแรกอีกด้วย

เรียกได้ว่า ‘Senior Year’ หรือ ‘ปีสุดท้าย’ เป็นหนัง Netflix ที่น่าสนใจและแตกต่างอีกเรื่องของปีนี้เลยครับ เพราะว่าตัวหนังตั้งใจและตั้งทรงให้เป็นหนังแนววัยรุ่น หรือแนวไฮสคูลแห่งปี 2022 ที่มีกลิ่นอายคล้ายว่าจะหลุดมาจากยุค 90’s ยังไงยังงั้นแหละ

รวมทั้งตัวพล็อตที่ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว และน่าจะเรียกความน่าสนใจสำหรับคนดูที่เคยผ่านวัยว้าวุ่นรุ่นยุค 2000 มาแล้วโดยเฉพาะ

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘สเตฟานี คอนเวย์’ (Angourie Rice) สาวน้อยวัย 17 จากออสเตรเลีย ที่ย้ายตาม ‘จิม คอนเวย์’ (Chris Parnell) พ่อของเธอมาอยู่อเมริกาในช่วงปี 2002 เธอไต่ตัวเองขึ้นมาเป็นกัปตันทีมเชียร์ลีดเดอร์

และยังเป็นสาวฮอตที่ได้คบหากับหนุ่มฮอตประจำโรงเรียนอย่าง ‘เบลน’ (Tyler Barnhardt) อีกต่างหาก เธอมีความฝันสูงสุดว่าจะได้กลายเป็นราชินีแห่งงานพรอม (Prom Queen)

แต่แล้ววันหนึ่งในขณะแสดงเชียร์ลีดเดอร์ เธอประสบอุบัติเหตุ ทำให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่นานถึง 20 ปี สเตฟานี (Rebel Wilson) ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในปี 2022 ในวัย 37 ปี เธอจึงอยากจะสานฝันด้วยการกลับเข้าไปเรียนไฮสคูลอีกครั้ง

เพื่อเรียนต่อปีสุดท้ายให้จบ และเติมเต็มฝันในการเป็นพรอมควีนแห่งปี 2022 ให้ได้ โดยมีเหล่าเพื่อน ๆ อย่าง ‘มาร์ธา’ (Mary Holland) และ ‘เซธ’ (Sam Richardson) คอยช่วยเหลือ

ความน่าสนใจหลักที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นกลิ่นอายของบรรยากาศช่วงปลายยุค 90’s และยุคปี 2000 นี่แหละครับ เป็นหนังที่มีความเป็นสูตรสำเร็จที่มีกลิ่นอายจากหนังไฮสคูลยุค 90’s ทั้ง ‘Mean Girls’ (2004) และ ‘Clueless’ (1995) รวมทั้งยังมีกลิ่นอายไซไฟ ปมของผู้ใหญ่ที่ต้องใช้ชีวิตเด๋อ ๆ ท่ามกลางวัยรุ่นอย่าง ‘Freaky Friday’ (2003) รวมทั้งความเป็นหนังฟีลกู้ดทั้งหลายแหล่ที่เราคุ้นเคยกันดี

รวมทั้งใครที่อยู่ในยุคมิลเลนเนียล หรือที่เรียกว่าคนเจนวาย ก็น่าจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยากครับ โดยเฉพาะองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนัง ทั้งงานโปรดักชัน สิ่งของ ไดอะล็อก และ Pop Culture ของยุคนั้นมาขยี้ แซะ คุมโทน รวมทั้งการนำเอาเพลงฮิตยุค 90’s จนถึง 2000 มาประกอบหนังแบบจัดเต็ม ชนิดที่ว่าดักแก่คนวัย 30 ให้ดูแล้วร้องตามได้อย่างไม่ขัดเขินเลยแหละ

อีกจุดที่น่าสนใจก็คือตัวพล็อตที่ปูเอาไว้ได้น่าสนใจ โดยเฉพาะความโก๊ะกังของสเตฟานี ที่ต้องตื่นขึ้นมากลายเป็นสาววัยเกือบ 40 หลังจากนอนเป็นผักมา 20 ปี เจ๊แกก็เลยต้องเจอ Culture Shock แห่งยุค 2022 เข้าอย่างจัง ทั้งเทคโนโลยีสมาร์ตโฟน ประเด็นทางสังคมที่เปลี่ยนไป การบุลลีเป็นสิ่งต้องห้าม การเต้นเชียร์ลีดเดอร์ด้วยท่วงท่าลูบไล้เรือนร่างตัวเองกลายเป็นสิ่งน่าเกลียด รวมทั้งการมาของโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนยุคนี้ สนใจยอด Followers มากกว่าการสั่งสมพาวเวอร์จากการมีเพื่อนในโรงเรียนเยอะ ๆ เหมือนในสมัยก่อน

อีกจุดที่ผู้เขียนชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือ การเล่าเรื่องความแตกต่างของคนในแต่ละยุคสมัยได้อย่างดีมาก ๆ โดยเฉพาะมุมมองของการแก่งแย่งแข่งขัน ชนชั้นวรรณะของคนในโรงเรียน ตัวหนังก็เลยเล่าด้วยการให้สเตฟานีต้องต่อสู้กับลูกสาวของทิฟฟานี อดีตคู่แข่ง ซึ่งถ้ามองกันดี ๆ จริง ๆ แล้วลูกสาวของทิฟฟานี เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ได้สนใจการแข่งขันอะไรทำนองนี้แล้ว แต่ทิฟฟานีนี่แหละที่ยุให้ลูกเป็นตัวหมากแก้แค้นแทนแม่ คล้ายจะสื่อว่า มีแต่คนรุ่นแม่ ๆ นี่แหละที่โตแต่ตัว แต่ไม่ยอมมูฟออนเรื่องงี่เง่าพวกนี้เสียที

รีวิว Senior Year

ความช็อกของสเตฟานี ที่ต้องตื่นมาเจออะไรแบบนี้ รวมทั้งการต่อพิสูจน์ตัวเองเพื่อทำตามความฝัน ทั้ง ๆ ที่อาจถูกมองว่าเป็นความเฉิ่มเด๋อเกินวัยของผู้หญิงวัยเกือบกลางคน ที่สวนทางกับเด็กยุคใหม่ที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น การเลือกปฏิบัติที่แม้จะเบาบางลง แต่ก็ยังมีอยู่ รวมทั้งการรักษาบรรยากาศของความเท่าเทียมในโรงเรียน ที่บางครั้งก็ชวนให้อึดอัดเล็ก ๆ สิ่งเหล่านี้เป็น Conflict ของหนังที่ปูเอาไว้ได้น่าสนใจมาก

แต่กลับกลายเป็นว่า ในองก์ที่ 2 ตัวหนังกลับมี Conflict เข้ามารุมล้อมสเตฟานีเต็มไปหมด เหมือนคนเขียนบทพยายามจะเพิ่มสารลงไปในหนังให้ได้มากที่สุด ทั้งปมเกี่ยวกับความรักในอดีต คู่แข่งอย่าง ‘ทิฟฟานี’ (Zoe Chao) ที่พยายามผลักดันลูกสาวของเธอ ความเป็นเพื่อนแท้ ฯลฯ โน่นนั่นนี่ จนทำให้เรื่องประเด็นการพิสูจน์ตัวเองของสเตฟานีกลับถูกปมเหล่านี้เบียดบังและรุมแย่งความสนใจไปเสียหมด

ทำให้ตัวเรื่องดูจะเล่าเรื่องอะไรก็ไม่สุดเลยสักทาง แถมยังทำให้การดำเนินเรื่อง การกระทำของตัวละคร และมุกตลกต่าง ๆ ที่อุตส่าห์ปูเรื่องและรักษากลิ่นอายแบบหนังยุค 2000 ไว้ได้ ถูกทำลายลงจนกลายเป็นเพียงความเด๋อด๋า และการกระทำที่ชวนให้งงจนต้องร้องว่าอีหยังวะของแต่ละตัวละคร จนไม่รู้ว่าจะตลกหรือฮาไปด้วยได้ยังไง

และนั่นก็พลอยทำให้บทบาทของสเตฟานี วัย 37 ปี (Rebel Wilson) ที่แม้จะถนัดถนี่กับการเล่นมุกทะลึ่งตึงตังได้อย่างแพรวพราว แต่กลายเป็นว่า พอมาอยู่กับความอีหยังวะเหล่านั้น มุกทะลึ่งของเธอกลับไม่ค่อยทำงาน และบทบาทของเธอเองก็ดูจะเจือจาง จนไม่ค่อยน่าเอาใจช่วยสักเท่าไหร่ ตรงกันข้าม ‘แองกอรี ไรซ์’ (Angourie Rice) ที่แสดงเป็นสเตฟานีในวัยสาวเฉพาะในองก์แรก กลับดูจะฉายแววโดดเด่น และดูน่าสนใจกว่าเสียอย่างนั้น

ดูหนังฟรี

รีวิว Senior Year

ความรู้สึกหลังดู

Senior Year หนัง Netflix วัยรุ่นไฮสคูลที่ปรับบทบาทเอาผู้ใหญ่วัยใกล้ 40 มาเล่น โดยพล็อตเรื่องว่านางเอกสาวดาวไฮสคูลเกิดพลาดท่าตอนซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ตกลงมาสลบอาการโคม่านอนเป็นผักมา 20 ปี ก่อนจะตื่นขึ้นมาในโลกปัจจุบัน แล้วก็พยายามสานต่ออดีตของตัวเองโดยการกลับไปเข้าเรียนปีสุดท้ายให้จบการศึกษา ก็เลยกลายมาเป็นเรื่องวุ่นๆ ของหนังเรื่องนี้

ไอเดียข้ามเวลาโดยไม่ต้องพึ่งแนวไซไฟแฟนตาซีอะไรเลย แต่ใช้การนอนโคม่าเป็นผักมา 20 ปี ถือว่าเป็นไอเดียที่เข้าท่าเลย ตัวเรื่องเปิดให้ตัวละครนางเอกตกยุคได้เรียนรู้โลกใหม่ เพราะสมองนางถูกหยุดไว้ตอนที่เกิดอุบัติเหตุเท่ากับยังเป็นเด็กสาวย้อนยุคอยู่

ซึ่งโครงเรื่องแบบนี้สามารถพลิกแพลงเล่นได้มากมาย อย่างการให้นางเอกเป็นสาวเฉิ่มๆ ที่ตกยุคแล้วชอบทำอะไรเปิ่นๆ ที่ตอนนี้เขาไม่ทำหรือไม่นิยมกันแล้ว ซึ่งตอนแรกตัวเรื่องก็มาแนวๆ นี้ทำให้เราแอบขำกับมุกตกยุคของนางได้พอสมควร

แต่เหมือนคนเขียนบทอยากใส่อะไรมากมายลงไปในเรื่องนี้กว่าเรื่องขำๆ ก็เลยกลายมาเป็นปมอยากเป็นควีนของงานพรอมที่นางยังไม่เคยได้มา ปมเพื่อนแท้ที่ผ่านช่วงเวลายาวนานแล้วยังจะใช่เพื่อนแท้คนเดิมมั้ย ปมรักกับแฟนหนุ่มสุดฮอตที่ตอนนี้ไปแต่งงานกับคู่แข่งแล้ว

ปมหนุ่มที่แอบรักในอดีตกลับมาจีบนางใหม่ คือตัวเรื่องพยายามจับปลาหลายมือมากจนเกินไป ทำให้หนังยาวมากเกือบสองชั่วโมงเต็ม แต่ทุกปมที่ว่ามากลายเป็นเรื่องแทรกนิดแทรกหน่อย ไม่มีเรื่องไหนไปสุดทำให้เรารู้สึกว่าเป็นหนังวัยรุ่นไฮสคูลที่จับฉ่ายสุดๆ

เหมือนอยากทำให้ดีทุกทาง แต่กลายเป็นทำไม่ได้เลย แม้แต่เรื่องตลกมุกขำๆ ในตอนแรกก็ค่อยๆ หายไปจนกลายเป็นหนังที่พยายามตลกแบบแป๊กๆ จืดสนิทในที่สุด

ดูหนังใหม่

รีวิว Senior Year

แล้วสิ่งที่ดูแย่เข้าไปอีกคือตัวนักแสดงหลักไร้เสน่ห์สุดๆ ซึ่งรับบทโดย Rebel Wilson สาวอ้วนที่รับบทแนวนี้บ่อยๆ อย่างเรื่อง Pitch Perfect แต่มาในบทนี้มันดูประดักประเดิด เหมือนพยายามแอ๊บเด็กให้ได้ แต่ดูยังไงมันก็ไม่ได้จริงๆ

แนะนำว่าอย่าดูพากย์ไทยด้วยเพราะเสียงพากย์ยิ่งทำให้ดูแย่เข้าไปใหญ่ แล้วจริงๆ ตอนแรกก็มีนักแสดงที่เล่นตอนเป็นเด็กได้ดีแล้ว แต่บทกลับให้เวลาเธอแค่ 15 นาทีตอนแรกแล้วก็ตัดหายไปแทบทั้งเรื่องเลย ทั้งๆ ที่น่าจะแฟลชแบ็คเล่าเรื่องสลับกันก็ได้ แต่กลับไม่ทำ

รีวิว Senior Year

แต่จุดที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเรื่องนี้มีดีนิดๆ ก็คือการหยิบประเด็นแนวคิดสิทธิในโลกปัจจุบันมาใส่ไว้หลายอย่าง อย่างพวกการพูดถึงคนที่เป็น LGTBQ ในสมัยนางเอกคือพูดเรียกพวกนี้สนุกปาก แต่ในสมัยนี้กลายเป็นเรื่องผิดมารยาท หรืออย่างการที่เชียร์ลีดเดอร์สมัยก่อนต้องมีท่าเต้นล่อแหลมทางเพศ

มาในเรื่องนี้ก็ถูกปรับแนวคิดใหม่ว่าเด็กยุคนี้มองว่าการกระทำแบบนั้นไม่ดีแล้ว เป็นเรื่องยั่วยุทางเพศที่ไม่ให้เกียรติผู้หญิง หรืออย่างตัวร้ายในเรื่องนี้ตอนแรกถูกทำให้คิดว่าเป็นสาวรุ่นลูกของคู่แข่งนางเอกในอดีต แต่กลายเป็นว่าไม่ใช่ เด็กยุคนี้กลับไม่สนใจเรื่องการแข่งขันในโรงเรียนอะไรแบบนั้นแล้ว

มีแต่พวกคนเก่าเท่านั้นที่ยังยึดติดอะไรพวกนี้อยู่ ซึ่งเรื่องก็นำมาทำเป็นประเด็นว่านางเอกโหยหาอดีตไม่ก้ามข้ามสักที จนทำให้เด็กรุ่นลูกมาเป็นคนสอนให้เธอหลุดพ้นเรื่องอะไรพวกนี้แทน ซึ่งส่วนดีเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ทำให้พอประคองให้หนังเรื่องนี้พอมีอะไรดีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็คือไม่รอด เพราะส่วนแย่ของหนังทั้งเรื่องมีมากมานจนมากลบไปหมดครับ

 รีวิวหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น